Siamese Smile
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
01 December 2020, 14:54:06

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme)
ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยค่ะ

http://siamesesmile.net/index.php/topic,1827.0.html
Forum Stats
24,207 Posts in 8,369 Topics by 236 Members
Latest Member: ASUS
Home Help Calendar Login Register
Siamese Smile  |  Precious Pictures  |  Wall Papers (Moderator: Siamese Smile)  |  แวนโก๊ะ (Vincent Van Gogh,ค.ศ. 1853 - 1890)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: แวนโก๊ะ (Vincent Van Gogh,ค.ศ. 1853 - 1890)  (Read 3872 times)
ppsan
Administrator
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 2,253


Smile Siam & Siamese Smile
« on: 13 March 2013, 20:39:41 »

แวนโก๊ะ (Vincent Van Gogh)
จิตรกรอัจฉริยะผู้อาภัพ

---------------------------------------------------






------------------------------------------------------------


        วินเซนต์ แวนโกะ จิตรกรโพตส์อิทเพรสชั่นนิสต์เป็นชาวดัทช์ ที่มีความสำคัญสุดต่อจากเรมบราดต์
ชีวิตของเขา เป็นชีวิตแห่งความเศร้าและยากจน ครั้งหนึ่งที่เกิดหมดหวังขึ้นมา เขาตัดหูตัวเองออกข้างหนึ่งทันที
ไม่มีใครศรัทธาในอัจฉริยภาพของเขา นอกจากธีโอ น้องชาย ผู้ซึ่งเจียดรายได้อันน้อยนิดส่งเสียเขา

           วินเซนต์เขียนภาพที่ดีที่สุดของเขาบางภาพในฝรั่งเศส เขาเขียนทุกอย่างที่เขาเห็นรอบๆตัว ทิวทัศน์
ภาพชีวิตนิ่ง และภาพเหมือนบุคคล โดยใช้สีอย่างน่าชวนพิศวง คล้ายกับของเซซาน  เขามีความสนใจในรูปแบบ
แต่อารมณ์ความรู้สึกของเขาเองก็หลั่งไหลออกไปด้วย ทำให้ภาพของเขามีชีวิตจิตใจเป็นพิเศษ

   ในที่สุด เมื่อคิดว่าตัวเองล้มเหลว ไร้มิตร และอยู่เป็นภาระแก่ ธีโอ แวนโกะก็ฆ่าตัวตาย
--------------------------------

 
 
 

 
 
 

 
 
10
 

 
 
 

 
 
 

20
 
 
 

 
 
 
 
   
30
----------------------------------------------------------------------------------
Logged
ppsan
Administrator
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 2,253


Smile Siam & Siamese Smile
« Reply #1 on: 13 March 2013, 20:40:50 »

Vincent van Gogh : จิตรกรอัจฉริยะผู้อาภัพ

---------------------------------

  


Vincent  van Gogh คือ จิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ผู้ยิ่งใหญ่ ระดับ Rembrandt เขาเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Groot - Zundert ในเมือง
Brabant ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2396 (รัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และเป็นบุตรคนหัวปีของ
Theodorus van Gogh ผู้มีทายาททั้งหมด 6 คน

ในวัยเด็ก van Gogh เป็นเด็กที่ชอบครุ่นคิดและขรึม เพราะบิดาเป็นนักเทศน์แห่งโบสถ์ Dutch Reformed Church ในระยะแรก
เด็กชาย van Gogh จึงรู้สึกอยากเป็นนักเทศน์บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีลุง 3 คน ที่มีอาชีพขายภาพ ดังนั้น van Gogh
จึงได้รับอิทธิพลจากลุงในการคิดดำรงชีพเป็นจิตรกรบ้าง และ van Gogh ก็ได้พบว่า ในยามว่าง เขาชอบวาดภาพลายเส้นมาก

เมื่ออายุ 7 ปี van Gogh ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งเมือง Zundert ซึ่งมีครู 1 คนต่อนักเรียน 200 คน แต่เด็กชาย van Gogh รู้สึกว่า
ชีวิตนักเรียนน่าเบื่อ เพราะไม่มีวิชาใดสนุก เมื่ออายุ 15 ปี van Gogh ได้งานทำเป็นพนักงานขายภาพศิลป์ในร้านของลุงที่ London
เวลาได้รับเงินเดือน van gogh รู้สึกดีใจ เพราะมีรายได้สูงกว่าบิดา

เมื่ออายุ 23 ปี Van Gogh ได้กลับไปฝึกงานกับลุงอีกครั้งหนึ่งที่ Goupil Gallery แต่ฝึกได้ไม่นานก็ต้องลาออก เพราะไปทะเลาะกับ
เจ้าหน้าที่ประจำร้าน เหตุการณ์นี้ทำให้ van Gogh คิดมีอาชีพเป็นนักเทศน์ที่สามารถช่วยชีวิตคนได้เหมือนบิดา จึงไปสมัครทำงาน
เป็นนักเทศน์ให้ชาวเหมืองที่ยากจน และไร้การศึกษาฟังที่เหมือง Borinage ในเบลเยียม แต่ van Gogh ไม่สามารถสื่อความหมาย
ของศาสนาให้ชาวเหมืองที่ยากไร้เหล่านี้เข้าใจได้ เขาจึงไล่ออกจากงานอีก ความผิดหวังในการทำงานด้านนี้ทำให้ van Gogh เลิกล้ม
ความตั้งใจทำงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอีก

ดังนั้น เขาจึงหันเข็มชีวิตไปเรียนศิลปะกับ Willem Roelofs ที่ Brussels Academy แทนเพราะคิดว่าตนมีความสามารถด้านศิลปะ
และขณะเรียนที่นั่นก็ได้เรียนกายวิภาคศาสตร์ และศิลปะวาดภาพ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้เดินทางไปอยู่กับพ่อแม่ที่ Etten ในเน
เธอร์แลนด์ แต่อยู่ได้ไม่นานก็ถูกบิดาขับออกจากบ้าน เพราะ Van Gogh ดื่มสุราจัดและสูบบุหรี่ตลอดเวลา อีกทั้งคิดนำโสเภณีที่มี
ครรภ์มาเลี้ยงดูในบ้านด้วย

เมื่อไม่มีที่พึ่ง van Gogh จึงเดินทางไปเรียนวาดภาพกับ Anton Mauve ผู้เป็นญาติห่างๆ ที่กรุง Hague นาน 2 ปี จนถึงปี 2426 จึง
เริ่มอาชีพจิตรกรที่ชนบทเล็กๆ ชื่อ Drenthe ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พรมแดนเยอรมนี เพราะภาพที่วาดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวนาที่มี
ความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก ดังนั้น ภาพจึงมีแต่ความมืดสลัว และเมื่อ van Gogh ชื่นชมผลงานของ Jean Francois Millet มาก
เขาจึงเลียนแบบโดยวาดเฉพาะภาพชีวิตของคนที่เขาเคยเห็นเท่านั้น

ภาพที่วาดในช่วงนี้ได้แก่ ภาพชาวเหมืองที่ Borinage และภาพคนขอทานที่ Hague กับภาพ The Potato Eater ที่เขาวาดในปี 2428
ซึ่งแสดงครอบครัวชาวนากำลังกินมันฝรั่งเป็นอาหารเย็น ณ เวลานั้น van Gogh เริ่มเรียนรู้ว่าโลกจิตรกรกับชีวิตครอบครัวของเขาไป
ด้วยกันไม่ได้

ในปี 2429 van Gogh ได้เห็นภาพวาดของ Eugene Delacroix กับ Rubens และภาพลายเส้นของจิตรกรญี่ปุ่นที่พิพิธภัณฑ์ใน
Antwerp เขารู้สึกสนใจทฤษฎีสี จึงได้เข้าเรียนศิลปะที่ Antwerp Academy ชีวิตของ van Gogh ในช่วงเวลานั้นลำบากมาก เพราะ
ขาดเงิน จึงต้องขออาศัยอยู่กับเพื่อน และเวลาทำงานก็ใช้กาแฟเป็นสารกระตุ้น แต่เมื่อเขาได้พบว่า สถาบันมิได้สอนความรู้ใหม่ๆ ให้
เขาเลย จึงลาออกเพื่อเดินทางไป Paris และได้ไปพำนักที่ Paris เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งนานพอที่ทำให้ van Gogh เข้าใจสไตล์การวาด
ภาพแบบ Impressionism

ขณะใช้ชีวิตอยู่ใน Paris หนุ่ม van Gogh ได้พบ Camille Corot และ Honore Daumier ที่ Goupil Gallery และได้รู้จัก Henri de
Toulouse Lautrec อีกทั้งยังได้ฟัง Camille Pissaro อธิบายสไตล์การวาดภาพแบบ pointillism ด้วย และเมื่อได้รู้จัก Edgar Degas,
George Seurat, Paul Signac กับ Paul Gauguin ทัศนคติในการวาดภาพของ van Gogh ก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

เขาเริ่มใช้สีเบาแทนสีหนัก เพื่อแสดงความมีชีวิตของภาพ และ van Gogh ก็ได้พบว่า เขาสามารถนำภาพที่เขาวาดนี้ไปแลกกับสี
แปรงวาด และผ้าใบได้บ้าง ส่วนอาหารการกินนั้น แทบไม่ต้องพูดถึงเพราะ van Gogh สูบบุหรี่จัด จนแทบไม่ต้องการอาหารเลย ยก
เว้น ขนมปัง กาแฟ และแอลกอฮอล์ เขาจึงรู้สึกอ่อนเพลีย และชอบขังตัวอยู่ในห้อง แต่เวลาไปพิพิธภัณฑ์ Louvre เขาจะอยู่ที่นั่นได้
นานเป็นชั่วโมง โดยเดินชมภาพที่ติดแสดง เพราะ van Gogh รู้สึกซึ้งในภาพวาดสไตล์ Impressionism มาก เขาจึงเริ่มใช้สีระบายที่
เข้มขึ้น และลายเส้นในภาพก็เริ่มมีความเป็นอิสระมากขึ้น

ขณะพักอยู่กับ Theo ผู้เป็นน้องชายที่นคร Paris van Gogh ต้องพึ่งพาน้องชายมากในเรื่องเงินทอง เพราะภาพต่างๆ ที่ van Gogh
วาด ไม่ว่าจะเป็นภาพดอกไม้ ภาพนิ่ง หรือภาพทิวทัศน์ ก็ไม่มีใครซื้อ van Gogh จึงรู้สึกเครียดมาก ที่ไม่มีใครเข้าในผลงานที่
แสดงออกซึ่งอารมณ์ทุกอารมณ์ของเขา

ในปี 2430 van Gogh ได้นำภาพวาดของตนออกแสดงที่ภัตตาคาร La Fourche และที่โรงละคร The'atre Libre และได้แสดงผล
งานร่วมกับ Toulouse Lautrec ที่คาบาเรต์ Le Tambourin แม้คนเข้าชมจะมีนับพัน แต่ก็ไม่มีใครซื้อภาพของเขาเลย van Gogh จึง
ได้พยายามกำจัดความทุกข์ ความซึมเศร้า ด้วยการดื่มเหล้าหนักยิ่งขึ้น และเมื่ออาการซึมเศร้าทวีความรุนแรง van Gogh จึงลาน้อง
ชายเพื่อเดินทางไป Arles ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ Provence ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2431 เพราะอากาศที่นั่นอบอุ่น และค่าครอง
ชีพถูก อีกทั้งอยู่ห่างไกลจากคนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์งานของเขาในแง่ลบ

ขณะอยู่ที่ Arles van Gogh ได้เช่าห้องราคาถูกอยู่ และกินอาหารแต่เพียงน้อยนิด เพราะไม่ค่อยมีเงิน ภายในห้องจึงมีแต่สิ่งที่จำเป็น
เช่น เตียง เก้าอี้ และโต๊ะทำงานเท่านั้น ผลงานที่สำคัญในช่วงนี้ คือ ภาพ The Postman Roulin, House of Arles และ Bedroom at
Arles กับภาพดอกทานตะวันที่มีสีสดใส เพราะถูกแสงแดดสาดส่อง และเส้นวาดในภาพเหล่านี้มีพลังเพราะแสดงอารมณ์และความ
รู้สึกมาก ดังเช่นภาพ Night Cafe ที่ van Gogh ปรารภว่าเป็นสถานที่มั่วสุมของคนที่ชอบทำลายตนเอง หรือไม่ก็เป็นที่พบปะของคนบ้า

ถึงจะอยู่ไกลจากกรุง Paris แต่ van Gogh ก็ยังติดต่อกับ Theo, Gauguin และ Bernard เป็นประจำ และเมื่อความเหงาได้กลับมา
เยือนอีก ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2432 van Gogh จึงได้ตัดสินใจเชิญ Paul Gauguin มาเยี่ยมและทำงานร่วมกันที่ Provence เป็น
เวลานาน 2 เดือน ทั้งนี้ เพราะ Gauguin เองก็ยากจน ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ ในการมาอยู่ร่วมในห้องเช่าที่คับแคบ แต่
Gauguin มีแนวคิดด้านศิลปะไม่เหมือน van Gogh เพราะ van Gogh ให้ความสำคัญของภาพรวม แต่ Gauguin ให้น้ำหนัก หรือ
ความสำคัญในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น

อนึ่งเวลา van Gogh เห็น Gauguin บีบสีออกจากหลอดแล้วละเลงไปทั่วผ้าใบ เขารู้สึกทุเรศเหมือนเห็นเด็กทำภาพสวยๆ สกปรก
เปรอะไปหมด

นอกจากนี้ van Gogh ก็ยังคิดว่า การพยายามวาดภาพจากความทรงจำของ Gauguin นั้นน่ารำคาญ ดังนั้น เมื่อคนทั้งสองไปชมงาน
แสดงภาพวาดของ Delacroix กับ Courbet การทะเลาะกัน เพราะมีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน ทำให้ Gauguin รู้สึกอยากกลับบ้าน และทิ้ง
van Gogh ไปอย่างถาวร

หลังจากที่ทำงานร่วมกันได้ครบกำหนดเยือน การถูกเพื่อนทอดทิ้ง ทำให้ van Gogh ออกอาการประสาท คือ ชักและชกต่อย Gauguin
จน Gauguin ต้องหนีไปนอนโรงแรม และในคืนนั้นเอง van Gogh ก็ได้ตัดใบหูซ้ายของตนเอาไปให้โสเภณีดู เมื่อเลือดจากบาดแผล
ไหลไม่หยุด van Gogh จึงเป็นลมจนสลบหมดสติ และถูกนำส่งโรงพยาบาล จากนั้นสุขภาพก็เริ่มทรุดโทรม เพราะมีอาการชักกระตุกบ่อย
และเมื่อ van Gogh รู้ตัวว่าตนกำลังจะเป็นโรคจิต เขาจึงเข้ารับการรักษาอาการคลั่งที่โรงพยาบาลโรคจิตแห่งเมือง Saint - Remy
โดยหยุดวาดภาพทุกครั้งที่คลั่ง และเวลามีอารมณ์ดี ก็จะวาดต่อ ภาพวาดที่สำคัญในช่วงเวลานี้ คือ ภาพต้น cypress ต้น olive และ
ภาพดอกไม้ในแจกัน โดยได้เลียนวิธีวาดของ Delacroix, Daumier, Rembrandt และ Millet บ้าง

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2433 van Gogh ได้นำภาพที่ตนวาดออกแสดงที่กรุง Brussels ในเบลเยียม และอีก 2 เดือนต่อมาเขาก็นำ
ภาพวาด 10 ภาพของเขาออกแสดงที่ Salon des Independents ในปารีส ถึงจะมีคนชื่นชม แต่ก็ไม่มีใครซื้อ
เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม 2433 van Gogh รู้สึกมีสุขภาพดีขึ้น จึงเดินทางจาก Saint - Remy ไป Auvers - sur - Oise และได้แวะเยี่ยม
Theo ที่ปารีสด้วย

เมืองใหม่ที่ van Gogh ตั้งใจอาศัยนี้ มีประชากรเพียง 2,000 คน และมีจิตแพทย์ชื่อ Dr. Paul Gachet ซึ่งเป็นเพื่อนของ Pissaro ทำ
งานประจำอยู่ที่นั่น เพราะ Van Gogh รู้สึกเหงา และวิตกกังวลว่าตนจะหายจากโรคซึมเศร้าได้หรือไม่ เขาจึงให้ Dr.Gachet ดูแลตน
ถึง Gachet จะชอบวาดภาพและเป็นนักเก็บสะสมของเก่า แต่เมื่ออาการซึมเศร้าของ van Gogh ทวีความรุนแรง van Gogh จึง
ทะเลาะกับ Gachet บ่อยและได้วาดภาพ Wheatfield with Crows ซึ่งเป็นภาพของทุ่งข้าวสาลี ที่มีอากาศร้อน และฝูงอีกาบินว่อน
เต็มทุ่ง ภาพนี้จึงบอกอารมณ์ของ van Gogh ขณะนั้นว่า กำลังพลุ่งพล่านมาก

เมื่อถึงวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 van Gogh ได้ใช้ปืนยิงตัวตายที่หน้าอกขณะอยู่ในทุ่งนานอกเมือง Auvers - sur Oise
แต่กระสุนมิได้ทะลุหัวใจ เขาจึงเดินโซเซกลับบ้านพัก แล้วขึ้นไปนอนพักในห้องเล็กๆ ใต้เพดาน และให้คนส่งข่าวให้ Theo รู้ ซึ่งเมื่อ
ทราบก็ได้เดินทางจากปารีสมาอยู่เป็นเพื่อนทันที และเมื่อแพทย์ที่ได้รับเชิญมาดูบาดแผลบอกว่า แพทย์มิสามารถผ่าเอากระสุนออก
ได้ Theo ได้จึงบอกพี่ชายว่า พี่ได้ทนทุกข์มามากแล้ว ต่อจากนี้พี่จะได้หมดทุกข์เสียที แต่ van Gogh ก็บอกว่า ทุกข์ของตนไม่เคยหมด
จากนั้นก็หายใจเร็วๆ พร้อมปิดตาและอีก 2-3 นาทีเขาก็สิ้นใจ ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ขณะอายุ 37 ปี

โลงศพของ van Gogh ที่มีดอกทานตะวันประดับเต็มถูกนำไปฝัง ในขบวนแห่ศพมีคนถือเก้าอี้ที่เขาเคยนั่งวาดภาพเดินตาม ถึงขณะ
มีชีวิตอยู่ แทบไม่มีใครยอมรับความเป็นอัจฉริยะของ van Gogh แต่เมื่อถึงวันนี้เทคนิค และสไตล์การวาดภาพของเขาได้รับการ
ยกย่องว่ามีอิทธิพลมาก เพราะเขา คือ ผู้จุดประกายสไตล์การวาดแบบ Expressionism ที่แสดงอารมณ์ให้รู้ว่า ภาพคือส่วนหนึ่งของ
ชีวิต และชีวิตก็คือภาพที่ต่อเนื่องอย่างชนิดแยกจากกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่ขณะมีชีวิตอยู่ van Gogh แทบไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับใคร และใช้
ภาพแสดงออกซึ่งความรู้สึกลึกๆ ของตน ด้วยสไตล์แปรงที่พลิ้วปาดป้ายสีที่หนา และบีบสีจากหลอดสดๆ ไปบนผืนผ้า จนสีหนานูน
บนผืนผ้าวาด เพื่อให้ทุกคน ณ วันนี้รู้ความรู้สึกรุนแรงของคนวาด เราก็พบว่าเขาทำได้อย่างน่าชื่นชม

หลังจากที่ van Gogh ตายไป Theo ได้เก็บรวบรวมจดหมายหลายร้อยฉบับที่ van Gogh เขียนและภาพที่ van Gogh วาดในบ้านที่
Paris และเมื่อ Theo ตายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2434 ภรรยาของเขาได้มอบภาพทั้งหมดให้ลูก เพื่อเผยแพร่ให้โลกรู้จักลุงผู้อาภัพของตน

ประวัติของจิตรกรผู้อาภัพคนนี้ได้ระบุว่า ตลอดชีวิตเขาขายภาพได้เพียงภาพเดียว ส่วนภาพที่สองที่ขายได้นั้น ผู้ซื้อคือน้องชายซึ่ง
สงสารพี่มาก และภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของ van Gogh คือ ภาพเหมือนของคนวาด ภาพดอกทานตะวัน ภาพทิวทัศน์ที่แสดงท้องฟ้า
และดาวชื่อ Starry Night กับภาพ Portrait of Dr. Gachet ที่เศรษฐีญี่ปุ่นชื่อ Ryoei Saito ซื้อในปี 2533 ด้วยราคา 82.5 ล้านเหรียญ
สหรัฐ ก่อนนั้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2530 ภาพดอกทานตะวันของ van Gogh ก็เคยทำสถิติขายได้ในราคา 39.9 ล้านเหรียญ ส่วน
ภาพดอก Iris ริมทางนั้นก็เคยขายได้ถึง 53.9 ล้านเหรียญ ทั้งหลายทั้งปวงเพราะงานจิตรกรรมของเขาเป็นที่ชื่นชม และเป็นที่ต้อง
การของคนทั้งโลกนั่นเอง

ณ วันนี้ ที่กรุง Amsterdam มี van Gogh Museum ซึ่งนำภาพวาดของ van Gogh ออกแสดงเป็นจำนวนมากที่สุดกว่า 200 ภาพ
จากที่ van Gogh วาดไว้ประมาณ 1,700 ภาพ พิพิธภัณฑ์นี้ยังจัดแสดงจดหมายที่ van Gogh เขียนถึง Theo ด้วย สำหรับสถิติการ
เข้าชมในปี 2546 นั้นปรากฏว่า มีคนไปเยือนถึง 1.3 ล้านคน ส่วนด้านภาพยนตร์ก็ปรากฏว่าในปี 2499 ฮอลลีวูดได้สร้างภาพยนตร์ชื่อ
Lust for Life ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตที่น่าสงสารของจิตรกรผู้สงสาร van Gogh คนนี้ ผู้ได้เคยกล่าวว่า How rich art is, if one can only
remember what one has seen, one is never without food for thought or truly lonely, never alone.

เมื่อวันอังคารที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ พิพิธภัณฑ์ Thyssen Bornemisza ในกรุง Madrid แห่งสเปน ก็ได้จัดงานแสดง van Gogh :
The Final Landscapes ซึ่งจะเปิดแสดงจนถึงวันที่ 16 กันยายน ศกนี้ โดยนำภาพที่ van Gogh วาดในเวลา 2 เดือน ก่อนฆ่าตัว
ตายออกแสดงทั้งหมด 72 ภาพ และ 30 ภาพที่นำออกแสดงเป็นภาพลายเส้น

เป็นที่น่าสังเกตว่าถึง van Gogh จะจากโลกไปนานถึง 122 ปีก็ตาม แต่โลกก็ยังลุ่มหลง และตื่นเต้นกับข่าวการซื้อ - ขายภาพของ
เขาตลอดเวลา นอกจากข่าวธุรกิจศิลป์นี้แล้ว ข่าวการพบภาพที่มีคนอ้างว่าเป็นภาพวาดของ van Gogh ก็น่าตื่นเต้นเช่นกัน เช่น เมื่อ
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ National Gallery ของ Australia ซึ่งมีภาพ Head of a Man ในครอบครองเป็นเวลากว่า 70 ปี ได้รับการ
พิสูจน์ว่ามิใช่ภาพ van Gogh วาด แต่เป็นภาพของจิตรกรคนอื่นที่วาดเลียนแบบ van Gogh

และในเวลาไล่เลี่ยกันที่ Museum of Fine Arts ในกรุง Boston สหรัฐอเมริกา Meta Chavannes, เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ได้เปิดเผย
ว่า ภาพ “The Ravine” ที่ van Gogh วาดในปี 2432 เป็นภาพที่ van Gogh วาดทับภาพ “Wild Vegetation” โดยเธอได้พบความจริงนี้
จากการใช้รังสีเอ็กซ์ศึกษาภาพ “The Ravine” และได้เห็นภาพสเกตช์ “Wild Vegetation” แอบแฝงอยู่ข้างล่างครับ

-------------------------------------------

Logged
ppsan
Administrator
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 2,253


Smile Siam & Siamese Smile
« Reply #2 on: 13 March 2013, 20:42:57 »

ดูภาพวาดของท่านแวนโก๊ะไปแล้ว ลองคลิกฟังเพลงของท่านดอน แม็คคลีนที่ประพันธ์และร้องอุทิศให้ท่านแวนโก๊ะไปด้วยสิครับ



<a href="http://www.youtube.com/v/PsxfvwuCqxo?version" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/PsxfvwuCqxo?version</a>

Click on the Play button to hear the music first  then feel free to click on the painting to view the full size version  while enjoying the music.




Starry Night-Vincent vanGogh; Starry Starry Night Don McLean

Lyrics and Music:
Don McLean, Vincent 1971.

Starry, starry night.
Paint your palette blue and grey,
Look out on a summer's day,
With eyes that know the darkness in my soul.
Shadows on the hills,
Sketch the trees and the daffodils,
Catch the breeze and the winter chills,
In colors on the snowy linen land.

Now I understand what you tried to say to me,
How you suffered for your sanity,
How you tried to set them free.
They would not listen, they did not know how.
Perhaps they'll listen now.

Starry, starry night.
Flaming flowers that brightly blaze,
Swirling clouds in violet haze,
Reflect in Vincent's eyes of china blue.
Colors changing hue, morning fields of amber grain,
Weathered faces lined in pain,
Are soothed beneath the artist's loving hand.

Now I understand what you tried to say to me,
How you suffered for your sanity,
How you tried to set them free.
They would not listen, they did not know how.
Perhaps they'll listen now.

For they could not love you,
But still your love was true.
And when no hope was left in sight
On that starry, starry night,
You took your life, as lovers often do.
But I could have told you, Vincent,
This world was never meant for one
As beautiful as you.

Starry, starry night.
Portraits hung in empty halls,
Frameless head on nameless walls,
With eyes that watch the world and can't forget.
Like the strangers that you've met,
The ragged men in the ragged clothes,
The silver thorn of bloody rose,
Lie crushed and broken on the virgin snow.

Now I think I know what you tried to say to me,
How you suffered for your sanity,
How you tried to set them free.
They would not listen, they're not listening still.
Perhaps they never will...


คืนที่ดาวเกลื่อนฟ้า


คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า... แต่งแต้มจานสีเธอด้วยสีฟ้าสีเทา
เฝ้ามองทิวาวารแห่งคิมหันต์ฤดู
ด้วยดวงตาที่หยั่งรู้ความหม่นมัวในใจฉัน

เงื้อมเงาทาบทาทิวเขา ขีดเขียนภาพร่างทิวไม้และหมู่ต้นแดฟโฟดีล
สัมผัสสายลมรวยริน และความเยือกเย็นแห่งฤดูกาลเหน็บหนาว
จากมวลสีสันแต่งแต้ม...บนพื้นลินินขาวราวหิมะ...

และแล้วฉันพลันเข้าใจ... สิ่งใดที่เธอเพียรบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าฟัน
และเหนื่อยยากเพียงใด เพื่อปลดปล่อยเหล่าผู้คน
ไม่มีใครรับรู้ ไม่เคยมีใครเข้าใจ
อาจบางที...จะมีใครรับฟังบ้างแล้ว...

คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า... ดั่งดอกไม้เพลิงโชติช่วงสุกใส
หมู่เมฆหมุนคว้างกลางเงาหมอกม่วงหม่น...
สะท้อนในดวงตาสีครามของวินเซนต์

สีสันแปรเปลี่ยนความเข้มจาง ท้องทุ่งยามอรุณดั่งโรยเม็ดอำพัน
ใบหน้าอันทุกข์ทน กร้านกรำทรมาน...
พลันได้รับการบรรเทา...ใต้มือเปี่ยมรักแห่งศิลปิน

บัดนี้ฉันจึงเข้าใจ... สิ่งใดที่เธอพร่ำบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าฟัน
และเหนื่อยยากเพียงใด เพื่อการปลดปล่อยเหล่าผู้คน
ไม่มีใครรับรู้ ไม่เคยมีใครเข้าใจ
บางทีตอนนี้...จะมีใครรับฟังบ้างแล้ว...

แม้ไม่อาจมีใครรักเธอ... แต่รักเธอยังคงเที่ยงแท้เพียงนั้น
และเมื่อยามสิ้นไร้ความหวัง....โอ้ คืนแห่งดาราพร่าพราย...
เธอได้พลีใจกาย เช่นเหล่าผู้มีรักได้เคยกระทำ...

แต่วินเซนต์เอ๋ย... ฉันอาจบอกเธอได้เพียงว่า?
โลกนี้ไม่เคยคู่ควร... กับผู้งดงามเช่นเธอ...

คืนดวงดาวพร่างพราวฟ้า....
รูปเหมือนแขวนไว้ในห้องโถงเวิ้งว้างว่างเปล่า?
ใบหน้าในภาพไร้กรอบ... ติดผนังไว้โดยไร้นาม
กับดวงตาที่ยังเฝ้ามองสรรพสิ่งและไม่เคยลืมเลือน

เหมือนเหล่าคนจรพลัดถิ่นที่เธอเคยพบพาน...
คนยากไร้ในอาภรณ์คร่ำคร่า...
ดั่งหนามสีเทาเงิน กุหลาบแดงสดใส...
ถูกขยี้แหลกลาญ กลางผืนหิมะขาวสะอาด

บัดนี้ฉันจึงคิดเข้าใจ...สิ่งใดที่เธอเพียรบอกฉัน
ยากเย็นเพียงไหนที่เธอสู้ฝ่าพัน
เหน็ดเหนื่อยเพียงใด กับการปลดปล่อยเหล่าผู้คน
พวกเขาไม่เคยรับรู้... ยังไม่มีใครยอมรับฟัง...

อาจบางที...พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ...




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.8 | SMF © 2014, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.151 seconds with 22 queries.