Siamese Smile
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
08 April 2020, 11:43:45

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme)
ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยค่ะ

http://siamesesmile.net/index.php/topic,1827.0.html
Forum Stats
23,433 Posts in 8,079 Topics by 236 Members
Latest Member: ASUS
Home Help Calendar Login Register
Siamese Smile  |  Interesting Story  |  Novels  |  กรงกรรม บทประพันธ์ของ จุฬามณี
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] 2 3 Go Down Print
Author Topic: กรงกรรม บทประพันธ์ของ จุฬามณี  (Read 294 times)
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« on: 29 February 2020, 07:49:51 »

กรงกรรม  บทประพันธ์ของ จุฬามณี


นวนิยาย เรื่องนี้เขียนขึ้นจากจินตนาการ โดยใช้ฉากเป็นสถานที่จริง หากชื่อตัวละครหรือเหตุการณ์ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย


ตอนที่ 1 : ปฐมบท ของ ปฐมบท

               ๑

          พ.ศ. ๒๕๑๐ ณ ตลาดอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
 
          หลังสิ้นเสียงหวูดรถไฟ อึดใจใหญ่ๆ รถสามล้อถีบที่มีชายหนุ่มกับหญิงสาวเป็นผู้โดยสารก็มาหยุดที่หน้าร้านค้าส่ง ชายหนุ่มวัย ๒๓ ปีอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารเกณฑ์สีเทาอุ้มเป้สัมภาระรีบกระโดดลงจากรถ เขามองเข้าไปในร้านสองคูหาซึ่งเป็นบ้านของตนด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวที่นั่งอยู่เคียงกันก้าวตามลงมา เธอมองเข้าไปในร้าน ก็พบว่าบรรดาลูกค้าที่กำลังเลือกซื้อสินค้าต่างก็หันมามองที่เขาและตัวเธอ แทบจะเป็นตาเดียวกัน แน่นอนว่าคนเหล่านั้นไม่สามารถเห็นสายตาของหญิงสาวที่อยู่ใน ชุดกางเกงเอวสูงสีเขียว เสื้อตัดจากผ้าชีฟองพื้นสีเหลืองดอกสีดำจับจีบรอบคอสอดชายเสื้ออยู่ในกางเกง เพราะเธอคาดแว่นกันแดดปิดบังสายตาไว้...

          “นี่เหรอบ้านของพี่” ปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดเอ่ยถาม

          “ใช่...บ้านพี่”

          “ร้านใหญ่โตดีนะ ลูกค้าเยอะเสียด้วย” ริมฝีปากหนาอูมได้รูป คลี่เพียงแย้ม ไหล่ระหงไหวเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าแต่งแต้มสีสันในกรอบผมหยิกยาวดูเก๋ไก๋ตามสมัยนิยม

          หลังจากที่ชายหนุ่มจ่ายค่ารถสามล้อ เขาสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนจะเดินนำหญิงสาวเข้าไปในร้าน

          “เฮียใช้ เอ่อ” บุญปลูกลูกจ้างสาววัย ๑๖ ปีร้องทักด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย

          “ปลูก ม้าอยู่ไหน” เพื่อแก้ ‘เขิน’ กับ สายตาสอดรู้สอดเห็นของ คนถามและลูกค้าที่เขาพอคุ้นหน้าค่าตาอยู่บ้าง เขาจึงต้องชิงถามทั้งที่รู้ว่าช่วงเวลานี้แม่ของตนจะต้องนั่งอยู่ตรงไหน...

          ไม่ทันรอเอาคำตอบ...เขาก็หันมาพยักหน้ากับหญิงสาวที่เดินตามมาด้วย ให้เดิน ตามมา...

          ชายหญิงทั้งคู่เดินเข้าร้านไปแล้ว ส่วนกระเป๋าผ้าใบใหญ่ ยังคงวางไว้ที่หน้าร้าน เช่นเดียวกับกลิ่นน้ำหอม ที่ยังคงฟุ้งตลบจนบุญปลูกต้องทำจมูกฟุตฟิต ครุ่นคิดว่ามันเหม็นหรือหอมกันแน่
         
          “ม้า...หวัดดี” เขาก็วางกระเป๋าเป้ลงที่พื้น แล้วยกมือขึ้นไหว้...

          “ตี๋ใหญ่...แกพาใครมาด้วย”

          “เรณู เรณูสวัสดีแม่ของพี่เสียซิ”

          “สวัสดีค่ะ...ม้า”

          แค่ ได้กลิ่นหอมฟุ้ง เห็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ นางย้อยก็พอเดาได้ว่า   หญิงสาวที่เดินตามลูกชายมานั้นเป็นใคร? ระหว่างลูกชายของตนหญิงสาวนั้นมีฐานะอะไร สัญชาตญาณของความเป็นแม่ และอุปนิสัยที่ได้ชื่อว่าเป็นคน ‘ปากไว’ นางย้อยจึงถามกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ว่า 

            “ใคร ใครเป็นม้าของเธอ ไม่ต้องมานับญาติกับฉันหรอกนะยะ”

          พอได้ยินวาจาของหญิงวัย ๔๐ กว่าๆ หญิงสาวที่ยืนด้านหลังชายหนุ่มก็เบะปาก...เชิดหน้า ที่แต่งแต้มสีสันสะดุดตาขึ้น...

          เมื่อเห็น กิริยา ท้าทายอำนาจของตนอย่างโจ่งแจ้ง นางย้อยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะบัญชีก็ผุดลุกขึ้น ถลึงตา แล้วก็แผดเสียงดังอย่างไม่คิดอับอายใครทั้งสิ้น...   

            “ตี๋ใหญ่...แกพาใครมาด้วย...พากันมาทางไหน เอามันออกไปทางนั้นเลยนะ” 

          สิ้นประกาศิตจากแม่ของชายหนุ่ม หญิงสาวนามว่า ‘เรณู’ ก็ใช้สองมือจับหมับที่ต้นแขนของชายหนุ่ม บอกให้รู้ว่า เธอจะยึดเขาเป็นเกาะป้องกันตัว...

          ตี๋ใหญ่ของนางย้อย หรือพลทหารปฐม อัศวรุ่งเรืองกิจ รู้ทันทีว่า ‘ศึก’ กำลัง จะเกิด...เพราะแม่ของเขานั้น ไม่มีวันยอมรับเรณูมาเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอน...และเขาก็รู้ว่าเรณูจะไม่ยอม ถอยแม้แต่ก้าวเดียวเช่นกัน...

          เรณูบอกกับเขาว่า ‘ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ มันก็จะไม่ได้ลูกเสืออย่างที่ควรจะได้แน่’

          เรณูไม่กลัวคำขู่ของเขาเลยสักนิด เขาบอกกับเรณูเสมอว่า แม่ของเขานั้น ‘ร้าย’ ถึงเพียงไหน...

          แต่เรณูหาได้หวั่นเกรง...หญิงสาวบอกกับเขาว่า ‘พร้อมรบ’ เพื่อความรัก เพื่อลูกในท้องที่กำลังจะลืมตาดูโลก ต่อให้ต้องบุกน้ำ ลุยไฟ เดินฝ่าดงหนาม เธอก็ไม่หวั่น

   “ไม่กลับ หนูไม่กลับ หนูจะอยู่ที่นี่...กับผัวของหนู”
   
   “หน้าด้าน”

   “พี่ใช้ บอกแม่พี่ไปซิ ว่า หนูท้อง...หนูท้องกับพี่เขาแล้ว จะกลับไปได้อย่างไร”

   “อะไรนะ...แกท้อง!”

   “ม้า ผมทำเรณูท้อง เรณูท้องได้ ๒ เดือนแล้ว”

   “ต๊าย! อีผู้หญิงใจง่าย อี...อี ดูซิ ดูแต่งเนื้อแต่งตัว...ถามจริง ๆ เถอะ แกทำงาน ทำการอะไร”

   “บอกแม่พี่ไปซิพี่ใช้” เรณูโยนกลองไปให้ปฐม...

   “เอ่อ...เรณูเขา...เอ่อ”

   “ไม่ต้องบอกก็รู้หรอกว่าสารรูปอย่างอีนี่ จะทำงานอะไรได้ แต่งเนื้อแต่งตัว แต่งหน้าทาปาก อย่างนี้ มันต้องเป็นกะหรี่แน่ ๆ”

   “กะหรี่” เรณูทวนคำนั้นเบา ๆ เบะปากเล็กน้อยเหมือนยอมรับความจริง...ความจริงที่น่าภาค ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

   “ตี๋ใหญ่!”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกม้า”

   “ก็มันยอมรับ...แล้วนี่พามันมาจากที่ไหน.”

   “ตาคลี”

   “แน่ ๆ เลย อยู่ตาคลี ทำงานรับแขกอยู่ในบาร์แน่ ๆ”

   “รู้ เหมือนกันว่าอยู่ตาคลี ต้องทำงานรับแขกอยู่ในบาร์”

   “หยุดเถอะ” ปฐมหันมาหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างตน แต่เรณูหาได้หวั่นเกรงในน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมนั้นสักนิด

          ฝ่ายแม่ของเขาเองตอนนี้ก็หน้าแดง ดวงตาวามวับ จ้องมองหญิงสาวที่เกาะเขาอยู่อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ...ดีแต่ ว่าเรณูยังคงสวมแว่นกันแดดปิดบังสายตา แม่จึงไม่เห็นแรงท้าทาย...

          “ผมขอตัวพาเรณูขึ้นห้องพักผ่อนก่อนนะม้า...ขึ้นรถไฟมาตั้งแต่เช้า เหนื่อย ร้อน อยากอาบน้ำ” เขารีบตัดบท...

          “ไม่ได้...แกจะให้มันอยู่ที่นี่ไม่ได้”

          เรณูเชิดหน้าขึ้น...

          “เขาเป็นเมียของผม เป็นแม่ของลูกผม ผมจะให้เขาไปอยู่ที่ไหนละม้า”

          “ไม่รู้...รู้แต่ว่า มันจะอยู่ร่วมชายคากับม้าไม่ได้”

          ปฐมยืนอึ้ง...สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ ส่วนเรณูขยับตัวเดินไปหยิบจับสินค้าบนชั้น แล้วแสร้งอ่านฉลาก รอการตัดสินใจของปฐม...โดยใจนั้นหาได้หวาดหวั่นสักนิด...เพราะเธอมั่นใจว่าได้เตรียมการตั้งรับกับแม่ผัวคนนี้มาแล้วเป็นอย่างดี

          บุญปลูกที่จด ๆ จ้อง ๆ อยู่ รีบฉวยโอกาสทำลายความตึงเครียด...โดยการร้องบอกว่า “เถ้าแก่เนี้ย ป้ามอนแกจะกลับแล้ว ออกมาคิดเงินให้แกด้วย”

          เมื่อไม่สามารถไล่หญิงสาวที่ติดตามลูกชายมา ให้พ้นทางชีวิตไปได้ นางย้อยก็บอกกับลูกชายว่า...

          “ถ้าไม่รู้จะให้มันไปอยู่ที่ไหน ก็ให้มันไปอยู่ที่บ้านในตรอกโน่น”

          “แต่ว่าบ้านหลังนั้น มันเป็นบ้านร้าง”

          “ร้าง ก็ปัดกวาดเช็ดถู อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ จะไปอยู่ที่ไหนก็ไป...ไป พากันไปจากร้านนี้ได้แล้ว เกะกะขวางทางทำมาหากิน”

          สิ้นเสียงนางแม่ผัว...ลูกสะใภ้ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้หัวโล้น...แล้วเดินนำปฐม ออกไปที่หน้าร้าน...เขาคว้ากระเป๋าแล้วถามหากุญแจรั้ว กุญแจบ้าน... 
          นางย้อยเปิดลิ้นชัก หยิบกุญแจส่งไปให้แล้วถามว่า “แล้วนี่จะกลับเข้าค่ายเมื่อไหร่”

          “อีกห้าวันครับ”

          “เอามันกลับไปเข้าซ่องเข้าบาร์ที่มันเคยอยู่ด้วยนะ อย่าทิ้งไว้ให้เป็นเสนียดสายตาของม้า”

          “แต่”

          “แกอย่าลืมว่าแกมีคู่หมั้นคู่หมาย...ตอนนี้ ทางนั้น ยังไม่รู้เรื่องบัดสีนี้ เราต้องรีบแก้ปัญหากันเสียก่อน”

          “แต่เรณูท้องนะม้า”

          “ท้องได้ ก็แท้งได้...แล้วคนอย่างอีนี่ ม้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะไม่เคยรีดเด็กออกจากท้อง”

          ปฐมถอนหายใจอย่างแรง...ส่ายหน้าเบา ๆ ...ครั้นพอจะขยับตัวก้าวขา...แม่ของเขาก็เอ่ยขึ้นว่า

          “เอามันไปไว้ที่บ้านนั้น ให้มันเก็บกวาดบ้าน แล้วแกก็กลับมาหาม้าด้วย เราต้องมีเรื่องคุยกันอีกยาว”

         ปฐมทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ  ก่อนจะหันหลัง  เดินไปหาเมียที่ยืนชะเง้อชะแง้ มองร้านรวงสองฟากถนนที่ขนานไปกับแม่น้ำน่าน ด้วยทีท่าสนใจเสียเต็มประดา

*************

          บ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูงโล่งในตรอก ห่างจากตลาดพอสมควร มีอาณาบริเวณพอให้ปลูก ต้นไม้ ดอกไม้ให้ความร่มรื่น...แม่ได้บ้านหลังนี้พร้อมที่ดินมาจากการรับ จำนอง  พอเจ้าของบ้านไม่สามารถส่งดอกเบี้ย ดอกเบี้ยก็ทบต้น สุดท้ายแม่จึงต้องยึดบ้านหลังนี้ไว้ หลังได้กรรมสิทธิ์ แม่ให้เจ้าของเดิมย้ายบ้านออกทันที ท่ามกลางเสียงแช่งชักหักกระดูก กล่าวหาว่าแม่หน้าเลือด ใจดำอำมหิต แต่แม่ก็หาได้สนใจ เสียงที่แว่วมาให้ได้ยิน...แม่เปรยว่า ‘กู ไม่ได้โกงใคร ก่อนที่จะเอาเงินไป ลูกหนี้ของกูทุกคน รู้อยู่แล้วว่าสัญญาเงินกู้นั้นมีข้อความว่าอย่างไร...เมื่อทุกคนเต็มใจเซ็นชื่อ เต็มใจแปะโป้ง ก็ต้องยอมรับผลกรรมที่จะตามมา’

          เบื้องต้นแม่ปล่อยให้ข้าราชการที่มาจากต่างถิ่นเช่าอาศัย พอข้าราชการคนนั้นย้ายไป บ้านหลังนี้จึงปล่อยร้าง หาคนเช่าไม่ได้...แม่ตั้งใจไว้ว่า หลังจากที่เขาปลดทหารในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะยกให้เป็นเรือนหอของเขา ซึ่งเป็นลูกชายคนโต กับ ‘พิไล’ ลูกสาวคนเล็กเถ้าแก่เจ้าของโรงสีคนตำบล     ทับกฤชที่เกิดจากเมียคนไทย เหมือนกับแม่ของเขาที่เป็นคนไทย ได้สามีเป็นลูกชายคนจีนโพ้นทะเล แต่เมื่อรูปการเป็นอย่างนี้เสียแล้ว...แผนแต่งงานกับลูกเศรษฐีมีเงินจึงต้องล่มไป...

          พอเห็นตัวบ้าน...ความหลังก็ผุดขึ้นมา...

          ‘พิไล’ ผู้หญิงไทยเชื้อสายจีนที่เขารู้สึกพอใจตั้งแต่ผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักกัน พิไลเป็นผู้หญิงตัวเล็ก มารยาทเรียบร้อย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสบายตา ความรู้ของพิไลก็มีถึงชั้น มศ.๕  หญิงสาวถนัดค้าขาย เก่งเรื่องบัญชี เป็นหูเป็นตาเป็นมือเป็นเท้าให้กับเถ้าแก่ฮง เจ้าของโรงสีใหญ่ผู้พ่อ...และที่สำคัญฐานะทางบ้านของเจ้าหล่อนเหนือสาวอื่น ใดในตลาดทับกฤช...

          แต่ทำไม ทำไมเขาจึงได้หมดรัก หมดความพึงใจในตัวพิไล และปล่อยให้เรณูเข้ามาแทนที่จนเต็มหัวใจ

          เพราะถ้าเปรียบพิไลเป็นเพชร เรณูก็เป็นถ่าน...แต่เขาก็รักและสงสารเรณู ผู้หญิงมากตำหนิในสายตาของคนรอบ ๆ ตัว จนทิ้งขว้างไม่ลง

          “บ้านน่าอยู่จัง...แบบนี้คือบ้านในฝันของหนูเลยพี่” พอเห็นตัวบ้าน เรณูก็ยืนอยู่ข้างเขาก็ยิ้มฝัน...

          ตอนนี้หญิงสาวปลดแว่นกันแดดมาเหน็บไว้ที่คอเสื้อแล้ว...เขาจึงได้เห็นลูก นัยน์ตา เต้นระยิบระยับชวนให้สงสาร...

          เรณูบอกกับเขาว่า เธอเกิดในครอบครัวยากจนข้นแค้น มีพี่น้องนับทั้งตัวเธอด้วย มีจำนวนสิบคน...ความรู้ก็มีเพียงชั้นประถม ๔ บ้านของเธออยู่ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง ระหว่างโดยสารรถไฟมาจากสถานีบ้านตาคลี มาที่สถานีชุมแสง ถึงบึงบอระเพ็ด เรณูยังชี้ไปยังทิศทางที่บ้านของตัวเองตั้งอยู่ให้เขามองตามปลายนิ้วไป นอกจากทำนาแล้ว ที่บ้านของเรณูก็ยังมีอาชีพทำประมง เพราะอยู่ติดกับบึงน้ำจืดขนาดใหญ่

          สงครามเวียดนาม ประเทศไทยเป็นมหามิตรกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัว...กองบิน ๔ ตาคลีเป็นหนึ่งในฐานทัพที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการ เมื่อมีทหารผมสีทอง มีเงิน มีทอง คนไทยจึงต่างชักชวนกันมา‘ขุดทอง’ แม่ ของเธออยากร่ำรวยเหมือนคนอื่นบ้าง จึงบีบบังคับให้เธอนั่งรถไฟมาตาคลีกับคนในหมู่บ้าน  โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของเธอเลยสักนิด...

          พอ มาอยู่ตาคลี ครั้นจะมัวสนิมสร้อยเหมือนสาวน้อยไร้เดียงสา   เธอก็ถูกสาวใหญ่ที่อยู่มาก่อนข่มเหง...เพื่อเอาตัวให้รอดปลอดภัยและอยู่ อย่างมีความสุข เธอจึงต้องสร้างเกราะคุ้มครองตัวเองให้แกร่งขึ้น  จนกลาย เป็นความกร้าน...อย่างที่คนทั่วไปมองเห็น เขาพบเธอครั้งแรก เขาไม่ได้รู้สึกหลงใหลอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน...

          แต่ พอได้รู้จักกัน ได้มีโอกาสพูดคุย ดื่มกิน และร่วมหลับนอนบ่อยครั้งเข้า เขากลับหลงใหลในจริตมารยาหญิง จนเพื่อน ๆ ในกองร้อย เย้าว่า ดูเหมือนเขานั้นหลงเรณู จนโงหัวไม่ขึ้น ประหนึ่งว่า ‘ถูกของ!’

          “บ้านหลังนี้ แม่ตั้งใจไว้ว่าจะยกให้เป็นเรือนหอของพี่กับ..”

          “อีพิไล” น้ำเสียงของเรณูกระด้างหูทันที

          “ทำไมต้องเรียกเค้าอีด้วย...เค้าไม่ได้ทำอะไรให้หนูซักหน่อย”

         อันที่จริง เรณูอายุมากกว่าปฐมถึงสามปี แต่ด้วยเป็นผู้หญิงที่สูงเพียงร้อยหกสิบต้นๆ และยังแต่งหน้าแต่งตัวด้วยแพรพรรณสีสันสดใส ประกอบกับอาชีพของตน ทำให้เรณูเอ่ยสรรพนามแทนตนว่า ‘หนู’ เรียกปฐมลูกพ่อจีนแม่ไทยว่า ‘พี่’ ได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

          “ไม่รู้ ไม่อยากได้ยินพี่ใช้เอ่ยถึงมัน...หนูเกลียดมัน”

          “เกลียด ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเนี่ยนะ”

        ใจจริงเรณูอยากจะบอกว่า ‘ทำไมจะไม่เคยเห็นละ’ แต่ หญิงสาว ก็กลืนประโยคนั้นลงคอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า

          “ตอนนี้ พี่เป็นของหนู เรือนหอนี้ หนูเข้ามาครอบครองแล้ว ต่อไป พี่ห้ามเอาชื่อมันมาพูดในบ้านนี้อีกเด็ดขาด นะจ๊ะ”

          “ถ้าอย่างนั้น ก็เข้าไปทำความสะอาดบ้าน”

        เปิด ประตูบ้านแล้ว เรณูก็คว้าไม้กวาด ผ้าขี้ริ้วปัดกวาดเช็ดถูอย่างคล่องแคล่ว ไม่อิดออดอ้างว่าตนกำลังท้องไส้ เรณูจะบ่นก็เพียงว่า บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำน่านพอสมควร...แต่ว่าเรณูก็บอกว่า เรื่องหาบน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใส่ตุ่มแกว่งสารส้มไว้ใช้สอยและดื่มกิน ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ

         หลังเห็นบ้านสะอาดเอี่ยม...เขาก็บอกกับเรณูว่า “เดี๋ยวพี่จะกลับไปที่ร้าน จะไปขนเครื่องนอนมา”

          “เครื่องครัวด้วยนะ สำรวจแล้ว ในครัวมีเตากับถ่านเท่านั้น น้ำมันก๊าดก็ไม่มี มีตะเกียงแค่สองลูก”

          “หิวอะไรไหม”

          “อยากกินขนมครก ซื้อมาด้วยนะ ถ้าไม่มีก็เอากุยช่ายทอด รีบไปรีบกลับล่ะ เอ๊ะ หรือจะไปด้วยดี จะได้ช่วยถือของกลับมา”

          “ไม่ ต้องหรอก...พี่มีเรื่องต้องคุยกับม้า แล้วอีกอย่างถ้าหนูไปด้วยกัน เดี๋ยวม้าอารมณ์เสียพาลไม่ได้ของอะไรติดมือกลับมาสักอย่าง เย็นนี้ถ้ายังไม่พร้อมหุงหาข้าวปลากิน เดี๋ยวพี่จะพาไปกินที่ตลาด...ที่ชุมแสงนี่ของกินเยอะแยะ”
 
***********

   หลังจากที่ลูกชายพา ‘อีเรณู’ ออกไป...นางย้อยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะบัญชี ก็ครุ่นคิดหาวิธี ‘กำจัด’  มารความสุขไปให้พ้นทาง...นางคิดวิธีชั่วช้าไว้หลายทางทีเดียว...แต่จะลงมือเลยยังไม่ได้...ทุกอย่างมันต้องรอเวลา

    “ม้า”

   “นั่ง”

   หลัง ลูกชายที่อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีเขียวขี้ม้า เสื้อคอกลมลายพรางทรุดตัวลง นั่ง...นางย้อยที่ยังมีหน้าตาบึ้งตึงก็หยิบปากกาทำบัญชีต่อ...

   “ม้า...ผม ขอขึ้นไปเอาพวกเครื่องนอนกับของใช้ในครัวไปไว้ที่บ้านหลังนั้นนะ” เมื่อเห็นว่าแม่แสร้งยุ่งทั้งที่มีเรื่องจะคุย เขาจึงต้องขัดจังหวะ...
         
   “นังนั่นท้องได้กี่เดือนแล้วนะ” มือเขียนไป ตาอยู่กับสมุด แต่ปากก็ถาม...ถามเหมือนไม่ได้ใส่ใจ...
         
   “ประจำเดือดขาดมาสองเดือนแล้วม้า” เขาบอกย้ำอีกครั้ง...

             “แน่ใจรึว่าท้องกับแก” ประโยคนี้นางย้อยเงยหน้าขึ้นสบตาลูกชาย
         
   “แน่ใจ” เสียงของเขาไม่ดังนัก

             “ถ้าเด็กออกมาหัวแดง ตาสีน้ำข้าวเป็นลูกฝรั่งล่ะ แกจะทำอย่างไร ม้ากับเตี่ย และน้อง ๆ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แกคิดบ้างหรือเปล่า”
         
   “ลูกผมจริง ๆ ม้า...ตั้งแต่ยุ่งกับผม เขาก็ไม่ได้...เอ่อ”
         
   “ไม่ได้ให้ใครเช่า ไม่ได้รับแขกอีกเลย...แล้วนี่ มันไม่ได้เอาโรคภัยไข้เจ็บมาให้แกด้วยรึ”
         
   “ปกติดีม้า”
         
   “ม้าว่า ถ้าจะให้ดี แค่เดือนสองเดือน ทำแท้งเสียดีกว่า อย่าลืมนะ ว่าเรายังหมั้นอยู่กับพิไล”
         
   ปฐมถอนหายใจออกมา...สายตาเบนไปจับที่บันได...เพื่อให้แม่  หมดหวัง เขาจึงต้องบอกความจริงไปว่า

   “ก่อนจะกลับมาบ้าน ผมจดหมายไปบอกพิไลว่าผมคงแต่งงานกับเค้าไม่ได้แล้ว”
         
   “บอกไปแล้ว!... แก บ้ารึเปล่า!”
         
   “ผมรู้ว่าผมผิด ผมไม่อยากให้เค้ารอ...ทองหมั้นก็ยกให้เขาไปเลย เพราะเราเป็นฝ่ายผิด”
         
   พอได้ยินดังนั้น เลือดร้อนฉีดขึ้นหน้านางย้อย อารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้นมาจนสุดจะกลั้นไว้

   “ไอ้ควาย...มึงนี่มัน...โอ๊ย กูอยากตาย...ทำไมถึงได้โง่เง่าเต่าตุ่นอย่างนี้นะ...ไม่ กูจะไม่ยอมเสียทองหมั้นหีบนั้นไปอย่างเด็ดขาด”

   ลองได้ขึ้นเสียง ขึ้นมึง ขึ้นกูและด่าทอแบบนี้ ลูกชายรู้ว่าแม่โกรธ จริง ๆ แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้...
         
   เขาเบือนหน้าหนีสายตาของแม่...ซึ่งจ้องเขาอยู่ และดูท่ากำลังคิดแก้ปัญหา...
         
   “เอาอย่างนี้...ไปตามอาซามาจากโรงสี ให้มันมาเฝ้าร้าน...แล้วแกไปช่วยงานเตี่ยแทนมันก่อน”

   นางย้อยมีลูกชายกับนายหลักเซ้ง แซ่แบ้ หรือ ‘เจ๊กเซ้ง’ ถึง สี่ คน...
         
   คนโต ชื่อจริง ปฐม มีชื่อเล่นเป็นภาษาจีนว่า ‘ใช้’ แปลว่า ‘โชคลาภ’
         
   คนที่สองซึ่งกำลังบวชพระทดแทนคุณมารดาบิดาอยู่นั้นชื่อ ประสงค์ มีชื่อเล่นว่า ‘ตง’ แปลว่า ‘กลาง’
         
   คนที่สาม ชื่อ กมล มีชื่อเล่นว่า ‘ซา’ ที่แปลว่า ‘สาม’
         
   คนที่สี่เรียนหนังสืออยู่ที่ปากน้ำโพ ชื่อ มงคล มีชื่อเล่นว่า ‘สี่’
         
   ลูกชายทั้งสี่คนนี่แหละ ที่เปลี่ยนสถานะของนางย้อย คน หนองนมวัว ลูกสาวชาวนา ให้เป็น ‘เถ้าแก่เนี้ย’ ในปัจจุบัน เพราะหลังจากที่นางย้อยคลอดปฐม ‘นางลิ้ม’ อาม่าหรือย่าของเจ๊กเซ้ง ก็มองหลานสะใภ้คนไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...

          จากที่เคยดูแคลน รังแครังคัด ก็กลับมีเมตตา ยกย่อง จัดหาหยูกยามาบำรุงร่างกาย

          หลังคลอดลูกคนที่สอง จากที่ต้องอยู่บ้านหลังโรงสีที่ตลาดทับกฤช ช่วยเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ นางลิ้ม ก็ให้ ‘นายหลักไห้ แซ่แบ้’ และ ‘นางซกเพ้ง แซ่จึง’ ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเจ๊กเซ้ง รับนางย้อยเข้ามาช่วยค้าขายอยู่ที่ร้านโชห่วยในตลาดปากน้ำโพ...

          ที่นั่น แม้จะเหนื่อยยากลำบากกาย ลำบากใจ ยิ่งกว่าตอนเลี้ยงหมู อยู่ทับกฤช แต่ที่นั่นก็ทำให้นางย้อยเรียนรู้วิธีการค้าขายอย่างมืออาชีพ...

          กระทั่งนางย้อยคลอดลูกคนที่สี่...หลังจากนางลิ้มถึงแก่กรรมไปแล้ว  นายหลักไห้ ก็ให้ทุนรอนบุตรชายคนเล็ก
พาครอบครัวขยับขยายมาเปิดร้าน โชห่วยอยู่ที่ตลาดชุมแสง...

          ที่นี่นางเป็นเจ้าของเต็มตัว นางจึงทุ่มเทแรงกาย เฟ้นสติปัญญาที่มี ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สินเพิ่มพูน...โดยนาง ตั้งใจไว้ว่าในบรรดาลูกสะใภ้ของนายหลักไห้ และนางซกเพ้งนั้น นางจะต้องขึ้นชื่อว่า เป็นคนเก่งที่สุด แม้ว่านางจะเป็นคนไทยแท้ก็ตามที...

          “ตามมันมาทำไม ผมเฝ้าแทนให้ก็ได้”

          “ม้าไม่ไว้ใจแก” นางย้อยบอกลูกชายตามตรง...

          “แล้วผมเคยยักยอกเงินม้าหรือเปล่า”

          “ตะก่อนอาจจะไม่เคย แต่ตอนนี้แกมีเมียเป็นกะหรี่ไปแล้ว...แกอาจจะเห็นเมียกะหรี่ดีกว่าพ่อแม่พี่ น้องก็ได้” นางย้อยจงใจ ‘กด’ เรณู ให้ ต่ำต้อย...กดดันให้ลูกชายทิ้งผู้หญิงไร้ค่าเสีย...เพราะถ้าไม่ได้แต่งกับ พิไลตามที่ได้ตั้งใจไว้ สะใภ้คนแรกของนางจะต้องดีกว่า ‘อีเรณู’ ปากแดงอย่างกับกินเลือดนกสด นั่น ...

          “ม้า”

          “ไป ไปตามไอ้ซามา เอาจักรยานไป” นางย้อยขึ้นเสียง

          “ให้บุญปลูกมันไปตามซิ...ผมจะขนเสื่อสาดหมอนมุ้งไปให้เรณูมัน”

          “อีปลูกมันยุ่ง วันนี้ไอ้ป้อมมันลา เมียมันคลอดลูก...แกนั่นแหละไป” ป้อมนั้นเป็นพี่ชายของบุญปลูก

          หลังลูกชายลุกขึ้นคว้าจักรยานที่จอดอยู่หน้าร้านไปโรงสีแล้ว   นางย้อยก็ปิดเก๊ะ ลั่นกุญแจ เดินไปหลังบ้าน ล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า...โดยใจนั้นก็ครุ่นคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไปด้วย...

 **********************

           พอเห็นพี่ชายคนโตซึ่งเป็นทหารเกณฑ์อยู่ที่กองบิน ๔ ตาคลี  ถีบรถจักรยานเข้ามาในโรงสีข้าว...กมลที่นั่ง อยู่หลังโต๊ะบัญชีก็ละมือจากบัญชีตรงหน้า ยิ้มให้แล้วเอ่ยทักแข่งกับเสียง เครื่องจักรที่กำลังทำงาน โดยแต่ละจุดนั้นก็มีคนงานลูกหลานคนจีน คนไทย ยืนประจำการทำหน้าที่ของตน

   “ได้ข่าวว่าพาสาวกลับมาด้วย” ...

   “ใครบอก” หัวคิ้วของปฐมขมวดเข้าหากัน

   “เฮีย ก็รู้ว่าตลาดชุมแสงมันแคบจะตาย...แค่หย่อนขาลงรถไฟมา คนในตลาดก็รู้กันแล้วว่าใครมากับใคร...พอรถสามล้อเคลื่อนจากสถานีรถไฟ คนก็รู้กันทั้งตลาดแล้วว่า ใครจะไปหาใคร แล้วก็มาชุมแสงด้วยธุระอะไร” พูดหยอกพี่ชายคนโตพลางยิ้มขำ...แต่สีหน้าพี่ชายยังคงบึ้งตึง...กมลเห็นดัง นั้นจึงปรับเสียงให้เป็นปกติ

   “ม้า ว่าอย่างไรบ้าง”

   “เรื่องยาว...แกกลับไปเฝ้าร้านให้ม้าหน่อย ม้าจะไปไหนก็ไม่รู้”

   “แล้ว ทำไมม้าไม่ให้เฮียเฝ้าละ...ผมอยู่ในนี้ ตัวมีแต่เหงื่อ มีแต่ฝุ่นเกาะ...เหนอะหนะจะแย่แล้ว เข้าใกล้ใครได้ที่ไหน”
         
   “ก็รีบกลับไปอาบน้ำซิ...ไป ๆ รีบไป...ม้าอารมณ์ไม่ค่อยดี...ขืนชักช้าจะยิ่งไปกันใหญ่”
 
   พอ ลูกชายคนที่สามอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ลงมานั่งเฝ้าร้านให้แล้ว นางย้อยก็รีบเดินออกจากร้าน โดยไม่ยอมตอบคำถามของลูกชายว่า กำลังจะไปไหน และจะกลับมาเมื่อไหร่...นางย้อยบอกกับลูกชายเพียงว่า

          “ดูแลร้านให้ดี อย่าให้ตั่วเฮียแกเฝ้าเก๊ะเด็ดขาด ตอนนี้ม้าไม่ไว้ใจมันหรอก”

          “ตั่วเฮียไม่เคยมีนิสัยยักยอกเงินทองนะม้า”

          “มันกล้าเอาเมียกะหรี่เข้าบ้าน ทำให้พ่อแม่ ทำให้น้อง ๆ ขายขี้หน้า มันก็ไม่ใช่ตั่วเฮียคนเดิมของแกแล้ว...ม้าไปละ”

          เดินมาถึงวัด นางย้อยก็พบว่า พระลูกชายนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ศาลาข้างรั้ว...แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น คนโลภมาก อยากได้ใคร่ดี อยากมีอยากเป็น โดยไม่นึกถึงจิตใจของคนอื่น แต่เรื่องเข้าพระเข้าเจ้า นางย้อยปฏิบัติได้อย่างไม่ขัดไม่เขิน...เมื่อพระลูกชายนั่งอยู่บนเก้าอี้... นางย้อยก็ทรุดตัวลงนั่งที่พื้นไม้ยกสูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งศอกอย่างไม่ กลัวว่ากางเกงสีกรมท่า ที่ตนสวมอยู่จะเปรอะเปื้อน

          “มีเรื่องใหญ่แล้วพระ” นางย้อยเข้าเรื่องสำคัญทันที

          “เรื่องอะไรรึโยม” หลังจากบวชได้ครบพรรษา พระลูกชายก็ขออยู่ต่ออีกสักพัก ทั้งที่งานในโรงสีและที่ร้านค้าขาดคนช่วยงาน เพราะปฐม ติดทหาร แต่นางย้อยก็ไม่ได้รบเร้าให้พระลาสิกขามาช่วยกันทำมาหากินอย่างที่เจ๊กเซ้ง ผู้ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องการ...นางเป็นคนไทย นางเชื่อว่า บุญกุศลจากการเกาะชายผ้าเหลืองของลูกชายนั้นเป็นบุญใหญ่...จะทำให้บาปกรรม ที่เผลอไผลทำลงไปเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่ส่งผลยามเมื่อหลับตาลาละโลก...

          นางปรารถนาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และสวรรค์ เช่นคนไทย   ทั่ว ๆ ไป...

          “ก็...ตั่วเฮียของพระนะซิ...พาเมียมาจากตาคลี...โยมเห็นสภาพแล้วพูดได้คำ เดียวว่า ของขึ้น” แล้วนางย้อยก็เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้าโดยไม่มีคำหยาบโลน แล้วก็สรุปลงที่ว่า “โยม...เห็นว่า ทางออกของปัญหานี้ก็พอมี เพราะจะว่าไปแล้ว พิไล เขาก็อายุน้อยกว่าพระ”

          พอได้ยินดังนั้น พระประสงค์ก็นิ่วหน้า...ท่านพอเดาใจโยมแม่ออก ที่ร้อนใจทิ้งร้านมาหาท่านที่วัด ทั้งที่เห็นหน้ากันตอนบิณฑบาตรอยู่ทุกเช้า โยมแม่ต้องการอะไร...ท่านถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับฟังความด้วยใจเต้นแรงขึ้น

          “นี่ เดี๋ยวโยมจะนั่งเรือหางยาวไปทับกฤชต่อ...โยมใจร้อน โยมรอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว โยมก็เลยจะมาปรึกษาพระก่อน ว่าถ้าเปลี่ยนเจ้าบ่าว
จากตั่วเฮีย มาเป็นพระ พระจะยินดีไหม”

          ‘ควรจะยินดีไหม’ คำถามนี้วิ่งพล่านอยู่ในอารมณ์ของภิกษุหนุ่ม...และคำตอบที่ได้คือ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา...

          เพราะท่านมีหญิงสาวที่ท่านหมายตาแล้ว...แม้สาวเจ้าจะจนยาก แต่ก็ขยันหมั่นเพียร มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ตื่นแต่เช้ามา   ใส่บาตรให้ได้เห็นหน้าเกือบทุกวัน...พระประสงค์ตั้งใจไว้ว่า หลังคัดเลือกทหาร หากจับได้ใบดำ ท่านก็จะลาสิกขา...แล้วขอให้แม่ไปสู่ขอผู้หญิงคนที่ท่านพอตาพอใจมาสร้าง ชีวิตใหม่ด้วยกัน แม้ฐานะของเจ้าหล่อนจะสู้ พิไลว่าที่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้ แม่ก็คงไม่ว่าอะไร เพราะพื้นของแม่นั้นก็ลูกคนไทยเคยทำนามาเหมือนกัน

          จะปฏิเสธอย่างไรดี... พิไลอายุมากกว่ากมล แล้วแม่เคยบอกไว้ว่า ลูกทุกคนของแม่จะต้องบวชพระ คัดเลือกทหาร และจะต้องแต่งงานโดยไม่ข้ามพี่ข้ามน้อง...

          “อาตมาคิดว่า โยมแม่อย่าเพิ่ง ให้อาตมา ตอบคำถามนี้เลยนะ มันเอ่อ เอ่อ มันตอบยาก”

          พอได้ยินดังนั้น นางย้อยนิ่งอึ้ง...ครุ่นคิดถึงเรื่อง ‘อาบัติ’ แต่ ด้วยเป็นคนตัดสินใจทำอะไรแล้วจะต้องทำอย่างรวดเร็วทำให้ได้ และ ทำจนสำเร็จ...นางย้อยจึง พูดเป็นนัยทิ้งท้ายไว้ว่า

“ถ้าอย่างนั้น โยมแม่ก็ขอตัวไปทับกฤชก่อน...ส่วนเรื่องอนาคต ท่านสึกแล้วก็ค่อยว่ากัน แต่ว่าท่านต้องระลึกไว้ด้วยว่า คนที่เห็นกรวดเป็นเพชร วันหน้ามันจะต้องเสียใจ เสียดายซะเอง...โยมขอตัวก่อนนะ”

******************


« Last Edit: 16 March 2020, 22:16:14 by p_san@ » Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #1 on: 29 February 2020, 09:34:50 »

ตอนที่ 2 : เราทุกคนต่างมีอดีต

         ๒
         
   ยืนทรงตัวบนตลิ่งได้แล้ว นางย้อยก็บอกกับคนขับเรือหางยาวที่จ้างมาส่งว่า

   “อย่าลืมขึ้นไปบอกอาซาด้วยนะว่า คืนนี้อั๊วจะค้างที่ทับกฤช วันพรุ่งนี้ถึงจะกลับรถไฟเที่ยวแรก”

     นางพิกุลแม่ของพิไล พอเห็นนางย้อยเดินขึ้นมาจากตีนท่าก็กระวีกระวาดออกมาต้อนรับ...สีหน้านั้นแช่มชื่นเบิกบานดูไร้ความทุกข์ร้อนอย่างที่นางย้อยชินตา

   “ลมอะไรหอบเจ๊มาในเวลานี้”

   “มีเรื่องร้อนใจ”

   “เรื่องอะไรรึ”

   “เถ้าแก่อยู่ไหม”

   “ไม่ อยู่ วันนี้กลับไปนอนที่บ้านแม่ใหญ่ ทางนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ต้องคอยให้กำลังใจกันมากหน่อย” เพราะสนิทสนมกัน เป็นลูกไทยได้ผัวเจ๊กเหมือนกัน จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องคับอกว่าตนเองนั้นเป็นเพียง ‘เมียน้อย’ แต่อย่างใด

   หลัง เข้ามานั่งในบ้านสองชั้นครึ่งอิฐครึ่งไม้ที่เป็นทั้งบ้านพักและสำนักงาน ระหว่างยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม นางย้อยก็สอดสายตาหาว่าที่สะใภ้ของตน...พอไม่เห็นเงา นางย้อยจึงถามถึง...

   “แม่พิกุล หนูพิไลไปไหนละ”

   “ไปกับเตี่ยเขา พรุ่งนี้กลับ...ผมยาว อยากตัดผม อยากไปดูหนัง อยากไปซื้อผ้ามาตัดใส่เล่น”

   “เอ่อ แล้ว จดหมายจากตาคลีมาถึงหรือยัง”

   “จดหมายอะไร”

   “จดหมายจากอาใช้นะซิ มาถึงหรือยัง”

   “วันก่อนไปรษณีย์มา...น่าจะถึงแล้วนะ มีอะไรหรือเปล่า”

   น้ำเสียงและสีหน้าของนางพิกุลยังเป็นปกติ ก็แสดงว่า พิไลอ่านจดหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้บอกพ่อแม่ได้รับรู้เรื่องที่ปฐมเขียนจดหมายมาถอนหมั้น...
 
   “พรุ่งนี้ พิไลจะกลับถึงบ้านกี่โมง”

   “กลับรถไฟเที่ยวแรกซะมั้ง...เอาแน่ไม่ได้หรอก ดีไม่ดีก็อาจจะกลับตอนบ่าย เจ๊มีอะไรกับนังหมวยมันรึเปล่า”

   “เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ปิดบังไป มันก็ไม่มีประโยชน์ สู้หาทางแก้ปัญหากันดีกว่า”

   “เรื่องร้อนใจที่ว่าไว้ ก่อนหน้าใช่ไหม”

   “เรื่อง อาใช้ คู่หมั้นของหนูพิไลนั่นแหละ...ฉันรีบมาจากชุมแสงเพราะร้อนใจ กลัวทางนี้จะหาว่าฉันกับเฮีย สมรู้ร่วมคิดกับไอ้ลูกเฮงซวยนั่น”

   “เจ๊กำลังพูดเรื่องอะไร”

   “วันนี้ไอ้ใช้ กลับมาจากตาคลี มันพาเมียมาด้วย...แล้วมันก็บอกว่า มันจดหมายบอกหนูพิไลแล้ว”

   พอได้ยินดังนั้นนางพิกุลยกมือทาบอกทันที...นางย้อยจึงต้องเล่ารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับ ‘สะใภ้ใหญ่’ ตาม ความรู้สึกของตนเองอีกยืดยาว แล้วก็สรุปว่า... “เมื่อคนของฉันมันเห็นกรวดดีกว่าเพชรไปแล้ว...บอกตามตรง ฉันเสียดายผู้หญิงดีพร้อมอย่างหนูพิไลเหลือเกิน แล้วเราสองคนก็นะ...เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี รู้จักกันมานานเน ฉันเสียดายหากจะไม่ได้เป็นทองแผ่นเดียวกันอย่างที่เคยตั้งใจไว้”

   “แล้ว เจ๊จะทำอย่างไร” พอรู้ว่าที่ลูกสาวหน้าตาเศร้าหมอง กินข้าวกินปลาไม่ได้ หลังได้รับจดหมาย จนต้องขอไปเปิดหูเปิดตาที่ปากน้ำโพทั้งที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกับพี่สาวลูกบ้าน แม่ใหญ่ เกิดจากสาเหตุใด นางพิกุลพลอยเป็นทุกข์กับลูกไปด้วย

   คู่หมั้นเป็นอื่น...หม้ายขันหมาก...รู้ไปถึงไหนจะอายไปถึงนั่น...

   หลังฟังทางออกของปัญหาแล้ว นางพิกุลถึงกับนั่งนิ่ง...เพราะเรื่องเปลี่ยน ตัวเจ้าบ่าว จากพี่ชายมาเป็นน้องชาย นางตัดสินใจเองไม่ได้...เถ้าแก่ฮงต้องเห็นดีเห็นงามด้วย...และที่สำคัญ ครั้งนี้ ถ้าพิไลไม่ยอม นางก็คงบังคับลูกสาวไม่ได้อย่างแน่นอน

   “ฉันรับรองเลยว่า ถ้าหนูพิไลตกลง เรื่องแบบครั้งนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีก”

   “พระยังไม่ได้คัดเลือกทหารไม่ใช่รึ...ถ้าติดทหารแล้วไปคว้าเมียขัดใจแม่มาอีก ลูกสาวฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

   “ก็แต่งเสียตั้งแต่ก่อนเกณฑ์ทหารซิ”

   “แต่พระท่านยังไม่สึก”

   “ถ้าหนูพิไลตกลง เรื่องสึกไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ฉันตามใจให้บวชหนีงานเป็นปี ๆ พอสึกออกมาก็ต้องตามใจฉันบ้าง”

   “แต่เด็กมันไม่ได้รักกัน”

   “อยู่กันไป ก็รักกันไปเอง”

   “แล้วเจ๊แน่ใจนะว่า คนรองนี้ยังไม่มีคู่รัก” นางพิกุลรู้สึกกระดากปากที่จะเอ่ยถึง ‘พระ’ ตรง ๆ

   “ถ้ามี แล้วจะบวชได้เป็นปีๆ รึ...ใช่ไหมแม่พิกุล”

   นางพิกุลนิ่งคิด...

   “อย่างไรทางนี้ก็ต้องปรึกษากันดูอีกที ถึงจะให้คำตอบได้...แต่เอาเป็นว่า ฉันจะช่วยพูดกับเถ้าแก่ให้...ส่วนพิไลก็คงต้องขอเวลาเกลี้ยกล่อมหน่อย”

   “แล้ว ฉันจะได้คำตอบเมื่อไหร่...บอกตรง ๆ ถ้าไม่ติดว่า ทางนี้ไม่มีคนเฝ้าบ้าน ฉันจะชวนแม่พิกุลนั่งเรือไปหาพิไลที่ปากน้ำโพซะเย็นนี้เลย ถ้าฉันพูดเอง หนูพิไลคงไม่ปฏิเสธหรอก”

   “ใจเย็น ๆ เจ๊...แค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าเจ๊ อยากได้พิไลมันไปเป็นสะใภ้มากน้อยแค่ไหน”

 ****************

    หลังจากปฐมเดินออกไปจากบ้าน เรณูก็ลงจากเรือนมาเก็บกวาดพื้นดินที่ใต้ถุนบ้าน...พอรู้สึกเหนื่อยเรณูก็ ทรุดตัวลงนั่งบนร้านแล้วชะเง้อไปยังต้นทาง รอจนอ่อนใจ และความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ประกอบกับต้องมาออกแรงทำงานบ้าน ทำให้เรณูเอนตัวลงนอนพัก กระทั่งผล็อยหลับไป พอสะดุ้งตื่นก็เห็นว่าเป็นเวลาบ่ายคล้อย...แต่ปฐมนั้นก็ยังไม่กลับมา...เรณู ผุดลุกขึ้นนั่ง มองไปยังต้นทางอีกครั้ง...

   จะเดินไปตาม หรือจะรออย่างไม่มีจุดหมายอยู่อย่างนี้...เป็นเรื่องที่เรณูชั่งใจ

   ถ้า เขากำลังวุ่นวายช่วยงานแม่อยู่ แม่ก็จะว่าเอาได้ แต่ถ้าแม่จงใจใช้งาน ตั้งใจไม่ปล่อยให้กลับมาอยู่ดูแลเธอที่เพิ่งมาใหม่ละ...คิดได้ดังนั้น เรณูก็ลุกขึ้น เดินไปยังโอ่งข้างบ้าน ตักน้ำมาล้างหน้าแล้วก็เดินขึ้นเรือน คว้ากระเป๋าเครื่องสำอางออกมา...

   แป้ง ตลับทรงกลมสีดำถูกหยิบขึ้นมาแล้วประกบมือเข้าด้วยกันให้ตลับแป้งอยู่ตรงกลาง มือที่พนมนั้นอยู่ระดับอก เรณูหลับตา ปากพรึมพรำคาถาที่ท่องจำได้ขึ้นใจ...อึดใจใหญ่ ๆ เรณูก็ลืมตาเปิดตลับแป้ง หยิบฟองน้ำแตะแป้งแล้วนำมาลูบไล้ที่ใบหน้าของตน...

   ‘แป้งนี้ใช้ทุกครั้งหลังล้างหน้า...ทุกเช้า และก่อนจะนอนกับมัน...รับรองว่า มันไม่หลุดมือมึงไปไหนแน่’ เสียงของอาจารย์ก้อน บ้านอยู่เชิงเขาท้ายตลาดตาคลีกังวานในห้วงความจำของเรณู...

   หลัง ละเลงลิปสติกปลุกเสกทั่วริมฝีปากอีกอย่างหนึ่ง เรณูก็แสยะยิ้มด้วยทีท่ามั่นใจ...เพราะในที่สุด ปฐมหนุ่มร่างสูงผิวขาวหน้าตาหล่อเหลา     ลูกชายคนโตของนางย้อย ก็อยู่ในอุ้งมือของเธอ...ทั้งที่ใคร ๆ ก็บอกว่า ไม่มีทางที่ผู้หญิงทำงานบาร์อย่างเธอจับตัวเขาไว้ได้...

   เรณู ยังจำครั้งแรกที่พบกับปฐมได้ดี เช้าวันนั้น เธอตื่นไปช่วยแม่ครัวประจำบาร์ ซื้อกับข้าวที่ตลาด...ส่วนปฐมนั้นนั่งรถจี๊ปมากับจ่าเที่ยงซึ่งอยู่แผนก สูทกรรม หญิงสาวยืนอยู่หน้าแผงผักที่อยู่ติดกับร้านเขียงหมู เขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ ตอนนั้นเธอหันไปมองหน้าเขา รู้สึกใจคอวาบหวิว เพราะจมูกโด่ง ปากรูปกระจับ รับกับใบหน้ารูปไข่ ไหนจะผิวพรรณขาวผ่องและส่วนสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร ทำให้ร่างสมส่วนนั้นดูสง่าผ่าเผยตรึงสายตา...เรณูยอมรับว่ามันเป็นรักแรกพบ ... รักทั้งที่ไม่มีสิทธิ์จะรัก ทว่าหัวใจมันหลุดลอยติดตามตัวเขาไปจนยากจะเรียกคืน

   กลับมาที่บาร์แล้วเรณูก็ยังเหม่อลอย ฝันถึงเขา ใจไม่อยู่กับเนื้อ กับตัว บังคับหัวใจไม่ให้คิดถึงเขาไม่ได้

   พอพี่ประนอม ‘เจ๊ใหญ่’ รุ่นพี่ ถามว่าเป็นอะไร เรณูก็ตอบไปอย่างที่เคยตอบว่า ‘คิดถึงบ้าน’

   “ถุย คิดถึงบ้าน...ไม่ใช่ม้าง...หลงรูปตัวผู้อีกละซิ ...เล่ามา ว่าติดใจใคร มันทำอีท่าไหน ถึงเล่นเอามึงเพ้อได้”

   “ทหารเกณฑ์น่ะพี่ เจอที่ตลาด...เขาหน้าตาดีดูมีสง่าราศีผิดที่เคยเห็น”

   “ไม่ ว่าจะทหารเกณฑ์หรือนายสิบ พวกเรากับพวกมันก็ห่างกันเหมือนหมากับเครื่องบินนั่นแหละ...ฝันถึงได้ แต่อย่าฝันนาน อย่าฝันลม ๆ แล้ง ๆ มันไม่มีประโยชน์ เพราะทหารไทยพวกนี้ มันจะคุยกับเราดีก็เฉพาะตอนที่มันเสี้ยนกับตอนมันเมาเท่านั้นแหละ พอสติสตังมันครบถ้วน มันก็เห็นเราเป็นอีตัวไร้หัวใจอยู่วันยังค่ำ”

   เรณูนิ่งคิดตาม...ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “พี่ไม่เคยตกหลุมรักใครเลยเหรอ”

   “ถึงกูจะเป็นหญิงคนชั่ว แต่กูก็มีหัวใจ”

   “แล้วพี่มาว่าฉันทำไม”

   “กูก็แค่อยากให้มึงเจียมตัวเจียมใจมึงไว้ มึงจะได้ไม่เจ็บ...อีตัวอย่างพวกเรา มีรักเมื่อไหร่ก็เจ็บเมื่อนั้น”

   เรณูไม่อยากเจ็บ ไม่อยากจน ไม่อยากมีชีวิตอยู่ที่นี่ไปจนแก่ตาย เรณูอยากไปให้พ้น ๆ จากชีวิตที่เต็มไปด้วยคาวโลกีย์ ไปมีชีวิตใหม่ มี
ครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนผู้หญิงทั่ว ๆ ไป...

   แล้ววันหนึ่ง เรณูก็พบว่า ปฐมมานั่งดื่มกินฟังเพลงที่บาร์กับเพื่อนทหารเกณฑ์...สาวน้อยสาวใหญ่ ต่างสะกิดกันดูเขา แล้วหนึ่งในนั้นก็บอกว่า

   “ไอ้นี่กูรู้จักกำพืดมันดี...บ้านมันอยู่ตลาดชุมแสง”

   “อ้าว บ้านเดียวกับพี่...แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าพี่มาขายนาแปลงน้อยอยู่ที่นี่”

   “อีเวร เรื่องแบบนี้ มันจำเป็นต้องโพนทะนาให้คนแถวบ้านมึงรู้ด้วยไหม”

   “ฉันบอกว่า มาเย็บจักร อยู่ที่ปากน้ำโพ เช้าเย็บ เย็นเย็บ...บางทีก็เย็บคืนยันรุ่ง ถึงได้มีเงินมีทองกลับมาเยอะแยะ”

   เรณูได้ยินดังนั้นจึงถามว่า “กำพืดเขาเป็นอย่างไรเหรอพี่ติ๋ม”

   “แม่ มันชื่ออีย้อย บ้านมันรวย พ่อมันเป็นเจ๊ก เป็นเจ้าของโรงสี   แม่มันคนไทย แม่มันสวย แม่มันขายของโชห่วยอยู่ในตลาด เป็นร้านค้าส่ง มันเป็นพี่ชายคนโต มีน้องชายอีกสามคน...มันได้ขาว ได้สูง เหมือนพ่อมัน ส่วนเครื่องหน้า มันได้แม่มันมา ขนตางอนเช้ง ตามันสองชั้นผิดลูกคนจีนทั่วไป”

   “ก็แสดงว่าแม่เขาสวย เขาถึงได้หล่อ”

   “แม่มันตอนเป็นสาวคงจะสวยแหละ สวยแต่เลววววววววววววววว”

   ตอนนี้หัวคิ้วของเรณูขมวดเข้าหากัน... ไม่คิดไม่ถึงว่า ‘เทพบุตร’ จะมีแม่เป็น ‘นางมาร’

   หลังจากนั้น พี่ติ๋มก็พรั่งพรูเรื่องของ ‘อีย้อย’ อีกยืดยาว...

   “ที่ พี่ต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะแม่มันนี่แหละ” คนเล่าพอนึกถึงความหลัง น้ำตาก็คลอลูกนัยน์ตา...ผู้หญิงทุกคนที่นี่มีความ หลัง...ความหลังที่ไม่ได้สวยงามนัก...และน้อยคนนักจะยอมเล่าเรื่องจริงอย่าง หมดเปลือก...และเรณูก็เป็นหนึ่งในนั้น

 ***********************

   นาง พิกุลจัดห้องชั้นล่างให้นางย้อยพักผ่อน...หลังอาบน้ำเปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงสวม เสื้อของนางพิกุลอย่างไม่ได้นึกรังเกียจกัน นางพิกุลก็ตาม     นางย้อยไปนั่งกินข้าว...สำรับกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สัก มีปลาหมอปิ้ง น้ำพริกตาแดง ผักต้ม ไข่เป็ดต้ม และมีแกงส้มดอกแคอีกชาม...

          “ทำอะไรเยอะแยะ”

          “ปกติ เถ้าแก่กินแต่หมูแต่ไก่ กินแต่ของจืด ๆ เจ๊มาหาฉันก็มีเพื่อนกินของพวกนี้”

          นางย้อยยิ้มน้อย ๆ ระหว่างเคี้ยวข้าว ความหลังที่ยากจะลืมไปจากใจได้ก็ผุดขึ้นมา...และความหลังนี้ทำให้นางย้อย ต้องพยายามเฟ้นหาสะใภ้ เพราะลึก ๆ นางก็กลัวว่าเวรกรรมที่เผลอทำลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบนั้นมันจะตามมาส่งผล...

 ********************************

          ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๔๘๓ ช่วงที่นางย้อยยังเป็นสาวรุ่น...เสร็จงานนา พ่อกับแม่พานางกับน้องสาวคือนาง แย้มมาเที่ยวดูงานแข่งเรือยาว ไหว้พระประจำปีวัดเขาจอมคีรีนาคพรต ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘งานวัดเขา’

          วันนั้นเป็นครั้งแรกที่นางพบกับอาตี๋หนุ่มหน้าหยก นามว่า ‘เซ้ง’ เขา ขายไอติมตัดอยู่ใต้ร่มไม้...ตอนนั้นนางผละจากพ่อแม่ที่ยืนดูแข่งเรือยาว มาเดินดูของกินของใช้กับน้องสาว...ตาสองคู่ประสานกันนิ่งค้าง...แล้วจู่ๆ นางแย้มก็บอกว่า “พี่ย้อย ฉันอยากกินไอติม”

          หลังเขาตัดไอติมห่อใบตองส่งให้นางแย้ม เขาก็ถามนางย้อยว่า    “ลื้อไม่กินด้วยรึ ไม่เอาสักอันรึ”

          ตอนนั้นนางย้อยนึกขวางกับสายตาของเขา จึงแกล้งบอกไปว่า    “ฉันไม่มีกะตังค์”

          “ไอหยา...ไม่น่าเป็นไปได้”

          “ก็เป็นไปแล้ว ไม่มีตังค์ พ่อให้เงินติดตัวมาแค่นั้น แล้วนังนี่มันก็ใช้ไปแล้ว”

          “ถ้าอั๊วให้ลื้อกินโดยไม่คิดตังค์ละ ลื้อจะเอาไหม”

          ตอนนั้นนางย้อยสบตากับนางแย้ม...นางย้อยอมยิ้มใบหน้าแดง ระเรื่อ...เพราะรู้ว่าความสวยของตนนั้นเข้าตาอาตี๋ลูกคนจีนเข้าให้แล้ว...

          “ถ้ารับไอติมลื้อ แล้วจะเป็นหนี้บุญคุณกันไหมล่ะ”

          “ไม่เป็น ไม่เป็น แค่ไอติมอันเดียว จะเป็นได้ไง”

          “ลื้อจะขาดทุนไหมล่ะ”

          “ไม่ขาดหรอก เอาไป อั๊วยินดี” ว่าแล้วเขาก็หยิบไอติมแท่งสีชมพู  ห่อใบตองส่งให้...นางย้อยรับมาถือไว้...

          “กินเลยซี่ เดี๋ยวละลายหมด”

          นางย้อยจำต้องยืนผินหลังให้เขาแล้วกินไอติม...กระทั่งพอไอติม หมดแท่งเขาก็บอกว่า “เอาผ้าขี้ริ้วเช็ดมือสักหน่อย เหนียวมือแย่” เขาส่งผ้าดิบสีขาวชื้นน้ำมาให้...นางแย้มเป็นฝ่ายรับมาเช็ดมือก่อนแล้วส่ง ให้พี่สาว

          ระหว่างที่นางย้อยเช็ดมือ เขาก็ถามว่า “บ้านลื้ออยู่ที่ไหน”

          นางย้อยกับนางแย้มสบตากัน...ตอนนั้นหน้านางย้อยแดงขึ้นกว่าเดิม...ไม่อาจบอก กับเขาได้ว่า ตนเองอยู่ที่ไหน นางแย้มเห็นอาการพี่สาวเป็นดังนั้น ก็บอกไปว่า “บ้าน พวกเราอยู่หนองนมวัว...รู้จักไหม”

          “หนองนมวัว อยู่ที่ไหน ไม่เคยได้ยิน”

          “อำเภอลาดยาวละ รู้จักไหม” นางแย้มยังคงต่อปากต่อคำ

          “เคยได้ยินอยู่บ้าง จากปากน้ำโพนี่ไปทางทิศตะวันตกใช่ไหม”

          “ใช่...ไปทางนั้นแหละ ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านพวกฉันได้นะ...ถึง หนองนมวัวแล้ว ถามชื่อ อีย้อย อีแย้ม ลูกตาหยัด ยายอยู่ ใคร ๆ ก็รู้จัก”

          “ย้อย แย้ม คนไหน ย้อย คนไหน แย้ม”

          “ทายซิว่าใครย้อย ใครแย้ม”

          “คนนี้ย้อย คนนี้แย้ม”

          นางแย้มไหวไหล่แล้วบอกกับพี่สาวว่า “ไป...เดี๋ยวพ่อกับแม่จะรอ”

          “อ้าว แล้วไม่บอกกับอั๊วก่อนรึว่าใครย้อยใครแย้ม”

          “อยากรู้ว่าใครชื่ออะไร ก็ตามไปถามคนหนองนมวัวแล้วกัน” ตอนนั้นนางแย้มยังมีแก่ใจหันหลังกลับไปล้อเล่น

          อีกหนึ่งเดือนต่อมา นางย้อยไม่คิดว่า อาตี๋ขายไอติม จะตามมาที่หนองนมวัว ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยง นางกำลังนั่งเปิบข้าวอยู่ในครัวกับแม่อยู่และนางแย้ม เสียงหมาที่ใต้ถุนเห่ากันให้ขรม...นางแย้มลุกออกไปดู แล้วเดินยิ้มแป้นกลับมา...

          “ใครมา” แม่ถามแล้วชุบมือกับน้ำในกะละมังเคลือบลายดอก...แสดงว่าอิ่มแล้ว...ตอนนั้น นางแย้มตาเป็นประกายไม่ยอมตอบ...

          “กูถามว่าใครมา”

          “เจ๊กมาขายของ...แม่ลงไปดูเขาหน่อยเถอะ...ฉันให้เขานั่งรออยู่บนร้านใต้ร่ม มะขาม”

          “ขายอะไร”

          “ผ้าห่ม ผ้านุ่ง มุ้ง เสื้อใส่ทำงาน”

          “จะซื้อมาทำไม ไป ไปบอกเขาว่า ที่บ้านเรามีหมดแล้ว...เขาจะได้ไม่เสียเวลารอ”

          “ไม่เอา ฉันจะกินข้าว...พี่ย้อยนั่นแหละ อิ่มแล้วลุกไปที”

          “อีนี่ กูเพิ่งกินไปได้คำเดียว จะอิ่มได้ไง”

          “ฉันบอกให้ลุกไป...ไปซิ” สีหน้านางแย้มยังเต็มไปด้วยเล่ห์กระเท่ห์ ริมฝีปากขมุบขมิบ นางย้อยจำต้องชุบมือแล้วลุกจากสำรับไป...

          พอเห็นว่า ‘ใครมา’ นาง ย้อยก็ถึงกับก้าวขาเดินไม่ออก...ตอนนั้น นางย้อยจำได้ดีว่า นางอยู่ที่นอกชาน เจ๊กเซ้งนั่งอยู่บนร้าน ข้างร้าน  มีรถจักรยาน ที่ท้ายรถมีห่อผ้าห่อใหญ่ เขาใช้งอบจีนวีลม  ใบหน้าของเขา ชื้นเหงื่อ...พอเขาเงยหน้ามาเห็นนาง เขาก็ยิ้มกว้าง...นางย้อยเกือบจะยิ้มตอบ ดีแต่ความอายทำให้หุบปากได้ทัน...นางย้อยก้าวหลบสายตาของเขามาหน่อย สูดลมหายใจเข้าปอด...ก่อนจะหันไปที่โอ่งน้ำ หยิบขันตักน้ำแล้วถือลงไปรับหน้าเขา

          ”กินน้ำก่อน”

          อันที่จริงเขาจะรับขันที่อยู่ในมือ แต่นางย้อย รีบวางไว้บนร้าน...  เขาจึงต้องคว้าขันจากพื้นกระดานแล้วยกขึ้นดื่ม ‘ชื่นใจ’ ตาของเขาเป็นประกายเปิดเผย

          “มาได้อย่างไร”

          “ก็มาขายของ...เอาของมาขาย ขี่จักรยานมาเรื่อย ๆ มาตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อคืนค้างที่วัด”

          “ขายได้ไหม”

          “พอได้ ยุบไปเยอะเหมือนกัน”

          “กินน้ำแล้วก็ไปขายต่อนะ ขายให้หมด จะได้รีบกลับบ้าน”

          “พักอีกสักเดี๋ยวได้ไหม ยังอยากเห็นหน้าให้ชื่นใจ”

          ตอนนั้นนางย้อยอยากจะหายตัวได้ แต่ก็ทำได้เพียงอมยิ้ม จะสบตาของเขาให้เต็มตาก็ไม่กล้า กลัวเขาจะว่าเอาได้...

          “บ้านแม่ย้อยหลังใหญ่หลังโตเนอะ” ตอนหลังเขามาบอกกับนางย้อยว่า ที่รู้ว่านางชื่อย้อย เพราะเขาถามเอากับบ้านคนอื่นมาแล้ว...และเหตุที่เขาซักถามหาบ้านนางย้อย นางแย้ม นี่แหละ ทำให้คนหนองนมวัวไปลือกันครืนว่า ‘อีย้อยมีลูกเจ๊กจากปากน้ำโพมาติดพัน’

เรื่อง ลูกเจ๊ก ลูกลาว หรือ ลูกมอญนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับหนองนมวัว...ที่นั่นมีคนหลายเชื้อชาติอยู่อาศัยปะปนกัน แต่ถ้าเป็นพวกเจ๊กพวกจีนก็จะมาจากเกาะไหหลำเสียเป็นส่วนใหญ่...คนหนองนมวัว จึงคุ้นกับคำว่า ‘โก’  ‘เด’ มากกว่า ‘เฮีย’ หรือ ‘เตี่ย’

          “ก็ธรรมดา บ้านใคร ๆ ก็หลังเท่านี้”

          “อั๊วผ่านมาหลายบ้าน ไม่มีบ้านหลังใหญ่เท่าหลังนี้หรอก”

          “แล้ว โก จะไปไหนต่อ” นางย้อยพูดด้วยน้ำเสียงปกติ...

          “อั๊ว ไม่ใช่ คนไหหลำ อั๊วเป็นแต้จิ๋ว ไม่ต้องเรียกอั๊วว่า โกหรอกนะ...อั๊วชื่อ หลักเซ้ง แซ่แบ้ เป็นลูกจีนเกิดที่เมืองไทย...ตอนนี้อั๊วเป็นคนไทยเหมือนลื้อนั่นแหละอาย้อย”

          “หลักเซ้ง”

          “เรียกอั๊วว่า อาเซ้ง เฉย ๆ ก็ได้...อาย้อย อั๊วยังเป็นโสด ยังไม่ได้แต่งงานหรอกนะ”

          พอเขาบอกสถานภาพของตนชัดเจน นางย้อยเริ่มหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาต่อปากต่อคำกับเขา พอดีกับที่นางแย้มลงจากเรือนมาพร้อมจานข้าวโปะปลาหมอปิ้งมาห้าตัว...พอมาถึง ก็บอกว่า

          “โก กินข้าวกลางวันซะก่อนนะ ไม่ใช่ของเหลือเดนหรอกนะ ปิ้งไว้เยอะ ยังอุ่น ๆ อยู่เลย”

          “แต่อั๊ว...เอ่อ”

          “ไม่ต้องอ้างว่ากินมาแล้วหรอก เหงื่อกาฬแตกแบบนี้ ดูก็รู้ว่า ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน กินซะก่อนจะเป็นลมไป”

          “ลื้อมีน้ำใจ”

          “ก็โกเคยเลี้ยงไอติมพี่สาวอั๊ว แล้วก็ยังมีใจตามมาถึงหนองนมวัวอีก พวกอั๊วจะใจจืดใจดำกับไกได้อย่างไรละ...ใช่ไหมโก”

          “เขาเป็นจีนแต้จิ๋ว ต้องเรียก เขาว่า เฮีย เฮียเซ้ง” นางย้อยแก้ให้

          “โหว...เผลอ ประเดี๋ยวเดียว ถามชื่อถามแซ่กันเรียบร้อยเลยรึ”

          นางย้อยค้อนให้น้องสาวที่ดูจะแก่แดดแก่ลม...นางแย้มทำหน้า เจ้าเล่ห์อีกครั้งก่อนจะบอกว่า

          “ช่วงที่เฮียกินข้าว ฉันขอแก้ห่อผ้า ดูของที่เฮียเอามาขายหน่อยนะ...เผื่อเจออะไรถูกใจจะได้ช่วยซื้อไว้”

          วันนั้นสองศรีพี่น้องช่วยไปตะโกนเรียกชาวบ้านหนองนมวัวมาดู  ผ้าห่ม มุ้ง เสื้อใส่ทำงาน ผ้านุ่ง และ ผ้าขาวม้า จนของเจ๊กเซ้งเอามาขายได้เกือบหมด...สุดท้าย...ก่อนที่เจ๊กเซ้งจะขี่จักรยาน กลับปากน้ำโพด้วยใจที่เบิกบาน เขาก็ดึงผ้านุ่งที่เหลือเพียงถุงเดียว ส่งมาให้นางย้อยพร้อมกับบอกว่า

          “ถือว่าเป็นสินน้ำใจจากอั๊วแล้วกันนะอาย้อย...ถ้าไม่ได้ลื้อกับแม่แย้ม อั๊วคงขายได้ไม่กี่ชิ้น”

          “เฮียจะขาดทุนเอา”

          “ไม่หรอก...ไม่ขาดหรอก อั๊วมาวันนี้ อั๊วได้กำไรกลับไปอื้อซ่าเลย”

         ************************

          นางพิกุลนั่งฟังเรื่องราวหนหลังของนางย้อยด้วยตาเป็นประกาย...เพราะขึ้นชื่อ ว่า ‘ความรัก’ เบื้องต้น มันทำให้จิตใจของคน ผ่องใส ทำให้เลือดสูบฉีดแรงขึ้น และทำให้กระปรี้กระเปร่า

          “แล้วอีกนานไหมกว่าจะลงเอยกัน”

          “อาเฮียเขาก็เทียวไล้เทียวขื่อ ขี่จักรยานเอาของไปขายแถว ๆ นั้นอยู่เรื่อย ๆ มาทีไรก็มีโน่นมีนี่ติดมือมาฝากสังข์พ่อ...เริ่มต้นก็ไฟแช็ก ชิ้นสุดท้ายก่อนสังข์พ่อจะล้มป่วยก็เป็นตะเกียงทองเหลือง”

          “โห ทุ่มทุนเน้อ”

          “ไม่ทุ่มได้อย่างไรละ พอสังข์พ่อรู้ว่า อาเฮียดูท่าจะมาชอบเจ๊ แกก็ขวางเต็มที่เหมือนกัน แกบอกว่า ไม่อยากให้ไปเป็นสะใภ้คนจีน ไม่อยากให้ ไปจากหนองนมวัว...อยากให้ได้คนบ้านเดียวกัน จะได้ไม่ต้องไปอยู่ไกลหู ไกลตาพี่ ๆ น้อง ๆ แกว่าจะชั่วดีถี่ห่าง แต่งกับคนแถวนี้ บารมีพี่ชาย บารมีพ่อยังคุ้มกะลาหัวได้ แล้วแกอยากให้อยู่เป็นเพื่อนกับแม่แย้ม เพราะแม่แย้มชอบพออยู่กับทิดเทืองลูกเศรษฐีใหญ่ คนที่นั่นแหละ”

          “แล้วเจ๊ไม่มีใครคนมาชอบมั่งเหรอ”

          “มี เยอะแยะ แต่มันไม่ถูกใจ เห็นแล้วก็เฉย ๆ ที่ผู้ใหญ่ชักนำมาให้ดูหน้าดูตัว เจ๊ก็หลบเลี่ยงเอา สังข์พ่อก็ไม่ได้บังคับเข็ญใจอะไร แกว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ แกรักเจ๊กับแม่แย้มมาก เพราะมีลูกสาวแค่สองคน”

          “แล้วอีกกี่ปีละ กว่าจะได้แต่งงานแต่งการกัน”

          “ก็ปีกว่า...เขาก็พาเตี่ยพาแม่ของเขามาสู่ขอ...แต่งกันง่าย ๆ มอบสินสอดทองหมั้น ผูกข้อมือกันแล้วก็กลับมายกน้ำชาที่บ้านของเขาที่ ปากน้ำโพ”

          “ก่อนหน้านั้น เจ๊ได้มาเที่ยวดูบ้านอาเฮียบ้างหรือเปล่า”

          “ไม่เคยมาหรอก แต่พอรู้ว่า อยู่ตรงไหน ทำมาหากินอะไร...ตอนนั้นบอก เลยว่า รู้ทั้งรู้ว่าเป็นลูกสะใภ้คนจีน มันไม่เหมือนเป็นลูกสะใภ้คนไทยหรอก แต่ใจมันไม่กลัว มันขอให้ได้อยู่กับเขาเป็นพอ...แต่พอแต่งมาแล้วก็อย่างที่เธอรู้เธอเห็นนั่น แหละพิกุล”

          “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ละ”

          “ย้อนกลับไปได้ก็แต่ง...แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เจ๊จะไม่ยอมกลับไปอยู่ที่ร้านโชห่วยในตลาดอย่างเด็ดขาด อยู่หั่นหยวกเลี้ยงหมู สับปลาเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ที่ทับกฤชอย่างตอนแรกนะดีที่สุดแล้ว”

 ***************************

          วันรุ่งขึ้น นางย้อยตื่นแต่เช้ามารอรถไฟกลับชุมแสง...นางพิกุลเดินมาส่งที่สถานีรถไฟทับกฤช พร้อมด้วยปลาเค็มตัวใหญ่พวงใหญ่...ระหว่างนั่งรอรถไฟ จนกระทั่งนั่งรถไฟกลับมาชุมแสง ความหลังที่คิดว่าจะลืมไปแล้วก็ผุดขึ้นมาให้จิตใจของนางย้อยเศร้าหมองอีก...

          หลังจากยกน้ำชา ให้อากง อาม่า เตี่ยและแม่ของเขา ตามประเพณีจีน...อาม่าก็ประกาศิตว่า... “ให้อาเซ้งพาเมียมันไปอยู่ช่วยงานโรงสีที่ทับกฤช อย่าให้มันเอาเมียมาอยู่ใกล้ ๆ อั๊ว เห็นหน้ามันแล้ว อั๊วใจคอไม่ดี กลืนข้าวไม่ลงแน่”

          บ้านตระกูลแบ้ ‘นางลิ้ม’ ยัง คงเป็นใหญ่ที่สุด...อากงก็แก่มากแล้ว ไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องของลูกหลาน...เหลือแต่นางลิ้มที่ยังเปล่งแสงอวด บารมีเศรษฐีใหญ่จากเมืองจีนคับบ้าน... ‘นางซกเพ้ง’ ลูกสะใภ้ใหญ่แม่ของเจ๊กเซ้งที่ถือว่าเป็นขี้ข้าประจำบ้านนั้น พลอยถูกตำหนิเรื่องตามใจลูกชายคนสุดท้องให้แต่งเมียคนไทยไปด้วย...นางย้อย ได้ยินว่านางแม่ผัวตอบไปว่า “ก็ตี๋น้อยมันรักของมัน”

          “รักมันกินไม่ได้ แล้วอีไม่ประสีประสาเรื่องค้าเรื่องขาย ไม่รู้ ธรรมเนียมจีน ไหว้เจ้าเผากระดาษก็ไม่เป็น หลานเหลนอั๊วจะกลายพันธุ์กันหมด ก็เพราะอี”

          “ก็ค่อย ๆ สั่งสอนกันไป”

          “แล้ววันหน้าอาเซ้งจะรู้เองว่า เลือกเมียผิด!...ไป ไปบอกให้มันพากันไปอยู่ที่ทับกฤช ให้อีทำงานหนักๆ ทนไม่ไหว เดี๋ยวอีก็กลับบ้านอีไปเอง”

          ‘ทนไม่ไหวเดี๋ยวอีก็กลับบ้านอีไปเอง’ คำนี้ก้องอยู่ในความทรงจำของนางย้อย...คนอย่างนางตัดสินใจแล้ว ไม่มีวันถอยกลับ แค่เรื่องลำบากกาย มันคงไม่ถึงตาย นาของพ่อตั้งหลายทุ่ง หลังจากที่พี่ชายออกเรือนกันไปหมด นางยังช่วยพ่อทำมาได้...อยู่โรงสี งานมันจะหนักสักแค่ไหนเชียว...

          พอเห็นสภาพโรงสีที่ยังถือเป็นกงสีของครอบครัว นางย้อยก็ถึงกับถอนหายใจเบา ๆ คนงานที่ต้องหุงข้าวเลี้ยงนั้นมีเป็นสิบ ไหนจะต้องเลี้ยงหมูที่มีกลิ่นเหม็นทั้งวันทั้งคืน ไหนจะเป็ดไก่ที่เต็มไปด้วยตัวไรที่นางแพ้จนผื่นขึ้นเต็มตัวไปหมด นางต้องสับปลา ทุบหอยเลี้ยงเป็ดมานับจำนวนไม่ถ้วน...ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อหุง ข้าวและนอนดึกเกือบทุกวัน

          นางย้อยเกือบจะทนไม่ไหวอย่างที่ถูกปรามาสไว้ ดีแต่ว่าคำหวานหูของสามี...ทำให้นางมีแรงฮึดสู้ต่อ...

          “ทนหน่อยนะอาย้อย...มีลูกชายด้วยกันสักคนสองคน เดี๋ยวอาม่าก็ใจอ่อนให้กลับไปอยู่ในตลาด ถึงเวลานั้น...เราก็จะสบายกว่าอยู่ที่นี่”

          แต่พอได้กลับไปอยู่ที่ตลาดจริง ๆ นางย้อยกลับคิดว่า ลำบากอยู่ที่นี่ยังจะดีเสียกว่า!

*************************************


Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #2 on: 29 February 2020, 09:38:20 »

ตอนที่ 3 : สวยแต่เลว

         ๓
         
 
   ระหว่างที่ปัดกวาดทำความสะอาดชั้นสินค้า เก็บ กวาดร้าน หวังเอาใจแม่ผัวที่หายหัวไปทับกฤชตั้งแต่เมื่อวาน...เรณูก็มาสะดุด ที่รูปถ่ายติดผนังของแม่ผัว พ่อผัว รวมถึงรูปลูกชายที่ยืนเรียงกันสี่คนใส่กรอบติดฝาบ้านไว้...

   ทุกคนหน้าตาหน่วยก้านใช้ได้ทีเดียว...

   คน โต เป็นของเธอแล้ว คนรอง และ คนที่สี่เธอยังไม่เห็นหน้า...ส่วนคนที่สาม เมื่อวานหลังออกจากบ้านมาตามหาปฐม...เธอก็ได้รู้ว่าปฐมไปเฝ้าคนงานอยู่ที่ โรงสี ส่วนนางย้อยนั้น พอดีคนขับเรือหางยาวกลับมาบอกว่าไปทับกฤช ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งบ้านของพิไล คู่หมายของปฐม...เรณูเดาได้ว่านางย้อยไปที่นั่นทำไม...ส่วนคนที่นั่งเฝ้าร้าน แทนนั้น เมื่อวานระหว่างที่พูดคุยกัน เรณูก็มั่นใจได้ว่า ‘ซา’ หรือกมล ก็น่าจะเป็นพวก ‘ไก่อ่อน’ เหมือน พี่ชายคนโต แต่ที่ประทับใจเรณู คือ ใบหน้าของเขานั้นเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดูเป็นคนจิตใจดี อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี เข้ากับคนง่าย ไม่ถือตัวถือตนว่าเป็นลูกอาเสี่ย และดูเหมือนชีวิตไม่มีทุกข์มีร้อนแต่อย่างใด...

    เรณูไพล่คิดไปถึง ‘วรรณา’ น้องสาวคนเล็กที่ตนส่งเสียให้เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ที่ปากน้ำโพ...ถ้าวรรณาได้ผู้ชายดี ๆ แบบกมล ชีวิตของวรรณาคงจะมีความสุข ...แม้อนาคตของตนจะยังดูเลือนรางสำหรับที่นี่ แต่เรณูก็ฝันแทนน้องสาวไปเสียแล้ว ก็ความฝันทำให้คนมีแรงสู้ชีวิตไม่ใช่หรอกรึ...เรณูให้กำลังใจตัวเอง

   “ซ้อ ๆ ม้ากลับมาแล้ว” เสียงของกมลทำให้เรณูต้องสูดลมหายใจเข้าปอดตั้งสติ...

   ถ้านางย้อยเห็นว่า หลังจากที่หายไปเพียงชั่วคืน เธอก็อาจหาญเข้ามาป้วน เปี้ยนอยู่ที่นี่ รับรองว่านางจะต้องออกงิ้วเหมือนเมื่อวานเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นเรณูก็เม้มริมฝีปาก เลิกคิ้ว สูดลมหายใจ เรียกความมั่นใจให้ตนเอง...

   “ต๊าย อีเรณู ใครใช้ให้มึงมาวุ่นวายอยู่ที่ร้านของกู” พอเห็นเรณูถือ ไม้ขนไก่ยืนอยู่...นางย้อยก็แผดเสียงทันที...

   เรณู ยิ้มแหย ๆ ...ทำเหมือนเขินที่ถูกจับได้ว่ามาลักกินขโมยกินของในบ้านของเขา...เมื่อ อาการของเรณูเป็นดังนั้น อารมณ์ของนางย้อยก็ยิ่ง     พลุ่งพล่าน...

   “มึงกลับไปอยู่ในที่ของมึงเลยนะ อย่ามาสลัดเสนียดใส่ร้านกู”

   “ม้า ม้า ใจเย็น” กมลรีบห้ามศึก...

   “ไอ้ซา ทำไมมึงให้มันเข้ามาในร้าน กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่า ให้ดูแลร้านให้ดี ๆ มึงนี่เนอะ ไว้ใจไม่ได้เลย”

   “ผมก็ดูร้านอย่างดี ตามที่ม้าสั่ง...ไม่ได้ลุกไปไหนเลย”

   “แล้วมึงให้อีนี่ มันเข้ามาเต๊ะท่าเป็น...เป็นเจ้าข้าวเจ้าของร้านได้อย่างไร”

   “อาซ้อเขามาช่วยทำความสะอาดร้าน...ม้าเห็นไหมว่า ข้าวของเป็นระเบียบระบบขึ้นเยอะเลย”

   “ซ้อ ใครซ้อมึง”

   “ก็เขาเป็นเมียตั่วเฮีย ก็ต้องเป็นอาซ้อ”

   “มัน แค่เป็นนางบำเรอพี่ชายมึงทำนั้น มันไม่ใช่สะใภ้กู ไม่ใช่พี่สะใภ้พวกมึง เพราะฉะนั้น มึงอย่าไปเรียกมันว่าซ้อ...แล้วบอกกับคนอื่น ๆ ด้วยว่าอย่านับถือว่ามันเป็นพี่สะใภ้เด็ดขาด บ้านเราจะต้องไม่มีสะใภ้อย่างมัน”

   “นับ ไม่นับ ก็เป็นไปแล้ว” เรณูทนไม่ไหว จึงขัดขึ้นมาด้วยใบหน้าอวดดื้อถือดี...และใบหน้า ท่าทาง น้ำเสียงแบบนี้ เรณูก็มั่นใจว่า มันจะยิ่งทำให้ไฟในอกของนางย้อยลุกโชนยิ่งขึ้น...

   “อีหน้าด้าน...เกิดมากูไม่เคยพบไม่เคยเห็นคนหน้าด้านไร้ยางอายอย่างมึง ด่าอะไรดีมึงถึงจะเจ็บ จะอาย จะสำนึก”

   “แล้วม้าจะด่าไปทำไม ด่าแล้วได้ประโยชน์อะไรไหม”

   “อีเรณู”

   “ก็ จริงไหมล่ะ ใครก็รู้กันทั้งชุมแสงแล้วว่า หนูมาที่นี่ในฐานะเมียที่อุ้มท้องลูกให้พี่ใช้ ลูกชายของม้า อุ้มท้องหลานให้ม้า ม้าด่าหนู เอาหนูออกประจาน ถามจริง ๆ เถอะ ม้าไม่อายคนเขาบ้างหรือ ใครได้ยินก็หัวเราะกันทั้งนั้น”

          “อีเรณู”

          ตอนนั้นกมลแอบยิ้มเพราะไม่คิดว่าคำยอกย้อนที่ดูสุภาพของเรณูจะทำให้แม่ ‘ไปไม่ถูก’

          “หนูพูดความจริง ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนที่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แล้วไม่ยอมรับความจริง ระวังนะ ระวังจะอกแตกตาย”

          “อีเรณู อีเวร มึงแช่งกู”

          “แช่งตรงไหน อะไร อย่างไง หนูก็พูดไปตามเนื้อผ้า...ใครได้ยินก็รู้ว่าหนูพูดอะไร”

          “ซ้อ ๆ เอ๊ย ๆ เจ๊ ผมว่าเจ๊ กลับบ้านไปก่อนเถอะ”

          “เจ๊ ก็ไม่ควรใช้เรียกมัน...คนอย่างอีนี่ ห้ามไปนับญาติกับมัน”

          “ซา งั้น พี่กลับไปบ้านก่อนนะ ถ้าพี่ใช้มา หรือเจอพี่ใช้ก่อนแกจะกลับบ้าน ก็บอกกับแกด้วยว่า พี่รออยู่ที่บ้าน...แล้วถ้าเจอก่อนเที่ยง ก็บอกด้วยว่า เที่ยงนี้ พี่อยากกินส้มตำแซ่บ ๆ ...ไปแล้วจ้ะม้า” ว่าแล้วเรณูก็ยกมือไหว้ลา ทั้งที่ไม้ขนไก่ยังอยู่ในมือ

          “ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาแถวนี้อีกเลยนะ...ไป ชิ้ว ๆ”

          เรณูเดินออกไปแล้ว นางย้อยยังคงยืนตาขวางมองตามหลัง กระทั่งร่างของเรณูลับตา นางย้อยก็ถอนหายใจ แล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้...สายตานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย...

          “ม้า...มาเหนื่อย ๆ กินน้ำชานะ เดี๋ยวผมจะไปชงน้ำชาให้” กมลรีบเปลี่ยน เรื่อง...ก่อนจะผลุบหายไปทางหลังบ้าน...ส่วนบุญปลูกนั้น ทำได้เพียงพยายามกลั้นขำ...แต่แล้วบุญปลูกก็ต้องสะดุ้งเมื่อนางย้อยเรียกให้ เข้าไปหา...
 
          “เมื่อวาน ตอนเย็น อีเดินมาที่ร้าน มาตามหาผัวอี...พอดีกับที่พี่ ทิดหนองคนเรือที่เถ้าแก่จ้างไปทับกฤชกลับมาบอกว่า เถ้าแก่เนี้ยไปค้างที่ทับกฤช”

          “แล้วอย่างไรต่อ”

          “ก็เห็นคุยกับเฮียซา คุยกันอยู่นาน แล้วต่อมา เฮียใช้ก็กลับมาจากโรงสี ก็พากันขึ้นไปขนที่นอนหมอนมุ้งเสื่อเสื้อผ้าของเฮียลงมา แล้วก็พากันเข้าไปหลังร้าน ขนพวกเครื่องครัวออกมากอง”

          “ขนไปแค่นั้น”

          “แล้วเฮียใช้ก็ให้ซ้อ เอ้ย เมียอี เลือกของที่จำเป็น ไปใช้น่ะ”

          “มันเอาอะไรไปบ้าง”

          “ใส่กะละมังไป เยอะแหละ ถามเฮียซาดูเอาแล้วกัน...หนูไม่ค่อยได้สนใจหรอก”

          ตอนที่บุญปลูกรายงานถึงเหตุการณ์เมื่อวาน กมลที่อยู่หลังบ้านแอบฟังความอยู่...พอถือป้านน้ำชาออกมา เขาก็บอกว่า

          “ม้า ๆ น้ำชาได้แล้ว”

          “มันขนอะไรไปบำรุงบำเรอเมียกะหรี่มันบ้าง”

          “ม้า...ไปพูดถึงเขาอย่างนั้นได้อย่างไร”

          “ก็มันเป็นกะหรี่จริง ๆ”

          “แต่ตอนนี้เขามาเป็นเมียตั่วเฮียแล้ว  ด่าเขา ประจานเขา ก็เหมือน ยืนตบหน้าตัวเองกลางตลาดนะม้า”

          “ไม่ต้องมาสอนกู”

          “งั้น กินน้ำชาหน่อยนะ จะได้ใจเย็น ๆ”

          พอลูกชายรินน้ำชาส่งให้ดื่ม...ใจที่เต้นแรงก็ค่อย ๆ เย็นลง... ใช่แล้ว ด่ามัน ประจานมัน ก็เหมือนยืนตบหน้าตัวเองกลางตลาดให้คนหัวเราะเยาะอย่างที่ลูกชายว่า...แต่ ถ้าไม่ทำอะไรเลย มันก็จะยิ่งได้ใจนะซิ...และที่สำคัญ ถ้ายอมมันสักคน ลูกคนอื่น ๆ ก็พลอยคิดว่า จะไปคว้าผู้หญิงระยำตำบอนที่ไหนมาเป็นเมีย เป็นสะใภ้ของนาง เหมือนพี่ชายมันทำก็ได้...
 
          ตอนแรกเรณูตั้งใจจะเดินกลับบ้านไปเตรียมเครื่องส้มตำไว้รอท่าปฐม...แต่พอ เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวและสีหน้ายิ้มๆ ของคนที่คงจะได้ยินได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ หรือเมื่อวานนี้ เรณูจึงเชิดหน้าขึ้น ปั้นหน้าว่าไม่สะทกสะท้านสายตาใครทั้งนั้นแล้วเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งพร้อม กับสั่งเส้นใหญ่ต้มยำ พออาเฮียเจ้าของร้านเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาวาง เรณูก็เริ่มผูกมิตรด้วยการชวนคุย

          “เฮียใช้บอกว่า ร้านนี้อร่อยที่สุดในชุมแสง...”

          “อาใช้ก็พูดเกินไป”

          เรณูที่ใช้ช้อนตักน้ำซุปขึ้นชิม แล้วบอกว่า “อร่อยจริงๆ เฮีย...เป็นบุญปากของฉันจริง ๆ ที่ได้กินของอร่อย ๆ แบบนี้”

          หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวหมดชาม เรณูก็เดินไปซื้อข้าวเม่าทอดไปกินที่บ้าน...ทีนี้แม่ค้าเป็นผู้หญิงไทยอายุ คราวน้า ดูท่าจะปากยื่นปากยาวได้ที่...   

          “จริงหรือเปล่าอีหนู ที่เขาว่ากันว่า เอ็งน่ะมาจากตาคลี”

          “มาจากตาคลีจริง ๆ จ้ะน้า แต่ฉันไม่ได้เป็นกะหรี่อยู่ที่นั่นหรอกนะ...บ้านฉันอยู่แค่ตำบลเกรียงไกร บึงบอระเพ็ดนี่เอง ฉันไปช่วยงานญาติ ๆ ของฉัน ทำงานครัวอยู่ในบาร์ แล้วก็เจอเฮียใช้ที่นั่น ทีนี้แม่ผัวของฉันพอรู้ว่าฉันมาจากตาคลี ก็เหมาเอาว่า ฉันต้องเป็นอีตัว...ฉันจะอธิบายให้ใครฟังได้ทั้งตลาดละ เพราะแกเสียงดังขนาดนั้น เฮียใช้เขารู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าฉัน ชั่วช้าถึงเพียงนั้น เขาจะเอาฉันทำเมียออกหน้าออกตา พาเข้าบ้านมารึ แล้วฉันก็กำลังอุ้มท้องลูกของเขาด้วย เขาก็ต้องรับผิดชอบ ฉันเอง จะผิดก็ตรงที่ ใจง่ายไม่ได้ตกแต่งเสียก่อน...ทีนี้เขาจะว่าอะไรก็ได้ ใช่ไหมน้า ฉันตากหน้า สู้สายตาคนก็เพราะฉันกำลังจะเป็นแม่คน ฉันสู้อดทดก็เพื่ออนาคตลูกของฉัน ถ้าไม่อดทน ลูกก็จะไม่มีพ่อ ใช่ไหมน้า”

          “มันก็จริงของเอ็ง”

          “อย่างไร น้าก็ช่วยแก้ข่าวให้ฉันบ้างนะ...วันหน้าฉันได้ดิบได้ดีอยู่ที่ชุมแสง ฉันจะไม่ลืมบุญของคุณครั้งนี้ของน้าเลยจ้ะ”

          “ให้มันจริงเถอะ”

          “จริงซิจ๊ะ...นี่ฉันก็กำลังมองหาทำเล เปิดร้านขายของอยู่ เห็นเขาเปิดร้านขายผ้าขายของกัน เห็นแล้วอยากทำบ้าง...คือ ทุนรอนฉันก็พอมีอยู่นะ ช่องทางหาของมาขาย ฉันก็พอรู้”

         ช่วง ที่เรณูพูดยืดยาว นางแม่ค้าข้าวเม่าทอดก็พิจารณาเสื้อผ้า ทองหยองเครื่องประดับตัว และกิริยาท่าทางของหญิงสาวไปด้วย เรณูอาจจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด แต่งหน้าจัดเกินคนทั่วไป แต่ผิวพรรณกิริยาท่าทางนั้นไม่ได้ส่อไปในทางเป็นหญิงคนชั่วไร้สกุลเลยสัก นิด...คำพูดคำจารึก็หวานหูเป็นธรรมชาติ

          “อ้าวรึ แล้วหาได้รึยัง ถ้ายัง น้าจะแนะนำร้านให้ เจ้าของเก่าเขาจะย้ายไปอยู่ตะพานหิน เขาหาคนเซ้งร้านเขาอยู่”

          “ร้านไหนรึน้า เดี๋ยวฉันจะเดินไปดูเลย”

          พอรู้ว่าร้านไหนจะให้เซ้ง เรณูก็รีบเดินไปยังร้านนั้น...ถามไถ่ราคาค่าเซ้งร้าน เรณูก็คำนวณอยู่ในใจว่า เงินเก็บ กับทองคำที่พอมีอยู่ ถ้าเอาออกมาลงทุน มันจะเสี่ยงไปไหม...ถ้าขาดทุนมันก็ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ แต่ถ้าได้กำไร ลงหลักปักฐานได้ เธอก็จะไม่ใช่อีเรณูอดีตกะหรี่ตาคลีอีกต่อไป...

          มันน่าจะลองเสี่ยง เพราะการเสี่ยงครั้งนี้ เธอไม่ได้เสี่ยงตามลำพัง เหมือนเมื่อครั้ง บ่ายหน้าออกจากบ้านไปอยู่ตาคลีเสียเมื่อไหร่ละ...
 
          หลัง จากดื่มชา ได้อาบน้ำผลัดผ้า นั่งนับเงินจนใจเย็นแล้ว นางย้อยก็บอกให้กมลไปสลับตำแหน่งกับตั่วเฮียของเขา...แล้วให้ปฐมมาหานางที่ ร้านก่อนจะกลับบ้านไปหาเมีย...

          สำหรับบุตรชายทั้งสี่คน คำพูดของแม่ถือว่าเป็น ‘ประกาศิต’ นาง ย้อยเล่าให้ลูกชายทั้งสี่คนฟังเสมอว่า กว่าจะมีวันนี้ได้นั้น ตนและพ่อของพวกเขาลำบากกันถึงเพียงไหน...แม้จะได้ทุนรอนมาจากอากงอาม่าของ พวกเขามาเปิดร้านค้าส่ง เน้นขายของให้พวกร้านโชห่วย แต่ก็ได้มาไม่มาก

... ช่วงแรก ๆ ลูกก็ยังเล็ก ยังต้องเรียนหนังสือ ช่วยงานกันได้ไม่เต็มที่ เจ๊กเซ้งนั้นยังต้องหาบของลงเรือขึ้นล่องแม่น้ำน่าน แม่น้ำยม เข้าไปตามลำคลอง กระทั่งจอดเรือแล้ว หาบของไปตามบ้านเรือนเพื่อเอาสินค้าที่มีเสนอขาย ชาวบ้านชาวช่องนั้นก็ไม่ได้ร่ำรวยมีเงินกันทุกบ้าน บางปีฝนแล้ง บางปี  น้ำท่วม ดังนั้นจึงต้องขายด้วยระบบ ‘ให้เซ็นไว้ก่อน’ แล้วตามเก็บตอนที่ได้ข้าวได้ของพร้อมดอกเบี้ย ...บ้างก็จ่ายเป็นเงิน บ้างก็จ่ายเป็นข้าวเปลือก บ้างก็หนีหนี้หายสูญ

          ทำ กันมาอยู่อย่างนี้สิบปีกว่า กระทั่งเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ ญาติ เจ๊กเซ้งเสนอให้เซ้งโรงสีต่อเพราะหมดแรงจะทำ นางเห็นว่า มีลูกชายถึงสี่คน ลำพังร้านค้าร้านเดียวลูกหลานจะลำบาก จึงได้รวบรวมเงินที่มีผสมกับเงินขายที่นาทุ่งหนองนมวัวที่พ่อยกให้ ให้กับนางแย้ม มาเซ้งโรงสีหาเงินเข้าบ้านอีกทาง...

          ปฐมนั้นถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญเพราะเป็นพี่ชายคนโต ซึ่งเข้าใจธรรมเนียมจีนเป็นอย่างดีว่า ต้องมีภาระเป็นผู้สืบทอดตระกูลให้รุ่งเรืองสืบไป เมื่อครั้งที่ปฐมต้องเกณฑ์ทหาร นางย้อยก็คิดจะเสียเงินให้สัสดี แต่ว่าปฐม  ขอเสี่ยง เพราะเสียดายเงิน พอลูกชายจับได้ใบแดง นางย้อยก็มานึกเสียดายว่า ถ้ายอมจ่ายเงินก้อนเล็ก ๆ ก็ยังจะมีแรงงานไว้ใช้อีกสองปี แล้วยิ่งเวลานี้    นางย้อยก็ยิ่งนึกอยากย้อนวันเวลากลับไป ถ้าปฐมไม่ไปเป็นทหารที่ตาคลี เขาก็จะไม่ได้เจอะเจอกับอีเรณูจนต้องเสีย อนาคต เสียโอกาสดีๆ อย่างที่เป็น

          หลังปฐมทรุดตัวลงนั่ง นางย้อยก็พูดด้วยหน้าบึ้ง ๆ ว่า “ก่อนม้าจะไปทับกฤช ม้าไปหาพระตงก่อน”

          “ม้าไปหาพระทำไม มีอะไรกับพระรึ”

          “ม้าจะให้พระสึกออกมาแต่งงานกับหนูพิไลแทนแก”

          “ม้า”

          “นึกเสียดายขึ้นมาแล้วละซิ”

          ปฐมนิ่งเงียบ...ไม่ตอบคำถามนั้น

          “ตามธรรมเนียมจีนแล้วแกมีภาระเป็นผู้สืบทอดสกุล สมบัติส่วนใหญ่ของพ่อของแม่จะต้องเป็นของแก แต่เมื่อแกเอาเมียพรรค์อย่างนั้นเข้าบ้านมา แกก็ต้องปลงใจด้วยว่า ม้าไม่ใช่คนจีนแท้ ๆ ม้าเป็นคนไทย...เพราะฉะนั้น ต่อไปม้าจะตัดสินใจทำอะไรตามที่ม้าเห็นสมควร ตามที่ม้าพอใจแล้วกัน”

          สายตาของปฐมยังคงจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีบนโต๊ะแค่จุดเดียว...

          “หน้าแกหมองไปนะ...ไหนว่า ไม่ได้ฝึกหนักเหมือนตอนเข้าไปใหม่ ๆ อีกแล้ว”

          “ก็ยังต้องตากแดดเหมือนเดิมแหละม้า”

          “เข้าเรื่องเลยแล้วกัน...บ้านหลังที่แกพาอีเรณูไปอยู่ ม้าจะยกให้เป็นเรือนหอของหนูพิไลกับ...พระ”

          “ม้า”

          “วันสองวันนี้ เรื่องหนูพิไลก็คงสรุปได้หรอกว่าจะแต่งกับพระตงได้เมื่อไหร่...เอาเป็นว่า ถ้าแกไม่พามันกลับตาคลี ม้าก็มีทางเลือกให้มัน ให้แก อีกทาง คือ ให้แกพามันไปอยู่ที่บ้านสวนหลังโรงสี ให้มันช่วยเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่อยู่ที่นั่นไป”

          “แต่ที่บ้านสวนหลังโรงสีมัน มันทรุดโทรม แล้วก็เหม็นขี้หมู”

          “แล้วจะให้มันนอนให้ลมโกรก รอแกกลับมาอย่างนั้นรึ”

          “ก็เขากำลังท้อง จะให้เขาลำบากนักไม่ได้หรอกม้า”

          “ตอนที่ม้าท้องแก ท้องน้องแก ม้ายังต้องหั่นหยวกเลี้ยงหมูตั้งแต่เช้ายันค่ำ...น้ำท่าหาบขึ้นมาจากแม่น้ำ จนเต็มทุกโอ่งไม่เห็นแท้งไปสักท้อง พวกแกออกมาแข็งแรงทุกคน”

          “แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วนะม้า”

          “แกจะจัดการเอง หรือจะให้ม้าจัดการก็เลือกเอา...ถ้าให้ม้าจัดการ มันก็มีแต่แตกกับหักเท่านั้นแหละ ที่ม้าให้แกจัดการ ก็เพราะม้ายังนึกถึงความดีของแกอยู่บ้างหรอกนะ ไม่อยากจะหักหาญน้ำใจแกมากไปกว่านี้”

          “ม้า...ขอบ้านหลังนั้นให้ผมเถอะนะ”

          “ไม่...บอกเลยก็ได้ ถ้ามันคลอดลูกมาแล้ว หน้าตาลูกมันกระเดียดมาทางเรา บางทีม้าอาจจะเมตตามันมากขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ว่าตอนนี้ ม้าพูดได้คำเดียวว่า ถ้าทนอยู่ในที่ ที่ม้าให้อยู่ได้ ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ จะพากันไปอยู่ที่ไหนก็ เชิญ”
         
          ปฐมแบกใบหน้าอมทุกข์กลับมาที่บ้าน...เรณูเห็นหน้าของเขาก็พอเดาออกว่า ทางนางย้อยคงกดดันเขามาอีกแน่ ๆ

          “พี่ใช้...มาแล้ว” เรณูที่อยู่ในชุดเสื้อคอกระเช้า สวมผ้านุ่งสีน้ำเงินเข้ม ยิ้มหวานเข้าหา... ประคองเขาไปลงนั่งลงบนร้านกระดานที่ถูจนสะอาดเอี่ยมไว้รอท่า...

          “นั่งก่อน เดี๋ยวหนูขึ้นไปตักน้ำให้กิน”

          “ไม่ต้องหรอก ไม่หิว”

          “กินอะไรมาหรือยัง วันนี้จะทำส้มตำให้กิน อยากกินเลยไหม ขึ้นไปตำให้กินเลยนะ”

          ปฐมถอนหายใจออกมาอย่างแรง

          “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า มีอะไรก็พูดกันมาตรง ๆ เราเป็นผัวเมียกันแล้ว เป็นเหมือนคนคนเดียวกัน มีปัญหาอะไร เราก็ต้องช่วยกันแก้ไข”

          ปฐมหันมามองหน้าเรณู หญิงสาวยิ้มหวานให้เขา เป็นยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกชื่นใจ...เรื่องที่หนักอึ้งอยู่ในใจก็คลายออกไป อย่างประหลาด

          “คือ ม้า จะ เอ่อ จะ ยกบ้านหลังนี้ให้เป็นเรือนหอของพระตง”

          “น้องคนรองของพี่น่ะเหรอ แล้วจะแต่งกับใครละ”

          “แต่งกับพิไล”

          “หือ” เรณูไม่คิดว่า นางย้อยจะคิดแผนแก้ลำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

          “ม้าจะให้เราย้ายไปอยู่บ้านสวนหลังโรงสี”

          “ย้ายก็ย้ายซิ...ตรงไหนหนูก็อยู่ได้ ขอให้ได้อยู่กับพี่ใช้ เท่านั้นเป็นพอ”

          “คือ ที่บ้านหลังนั้นเป็นเพียงเพิงหมาแหงนอยู่ติดกับเล้าหมู ทำโรงสีต้องเลี้ยงหมูด้วย แล้วเตี่ยก็เลี้ยงไก่เนื้อด้วย...เราไปอยู่ที่นั่นก็ต้องช่วยเตี่ยช่วยคนงาน ดูแลงานที่นั่น หนูจะทนกลิ่นขี้หมูไหวรึ กำลังท้องกำลังไส้อย่างนี้มันจะไม่ดีกับลูก”

          เรณูซ่อนความเจ็บใจไว้ในสีหน้า แต่เมื่อถูกกดดันให้จนมุม...เธอก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้...เพราะเธอเลือกที่ จะเดินเข้าสนามรบมาเอง เธอจะต้องสู้ ให้ได้ชัยชนะกลับไป เธอจะต้องกลับไปหัวเราะให้เสียงดังคับบาร์...หญิงสาวจึงตัดสินใจบอกเขาไป ว่า...

          “อันที่จริงหนูก็มีแผนชีวิตใหม่ของเราจะบอกพี่อยู่เหมือนกัน...วันนี้หนูไป สำรวจตลาดมาละ เห็นว่ามีร้านขายผ้าจะให้เซ้งร้านต่อ เขาจะย้ายไปอยู่ที่ตะพานหิน”

          “แล้วไง”

          “หนูอยากทำ” แล้วเรณูก็บอกถึงจำนวนเงินที่ต้องใช้...ปฐมนิ่งคิด...เพราะถึงเป็นลูกของ เถ้าแก่ร้านค้าส่งของโชห่วย เป็นเจ้าของโรงสี แต่เขาก็ยังต้องใช้เงินกงสี แล้วแม่ก็ไม่ได้ให้เงินเขาใช้จนเหลือเก็บ ตอนนี้นอกจากเงินเดือนทหารเกณฑ์ที่ได้ไม่กี่บาท เขายังมีสร้อยคอทองคำหนักสองบาทที่  แม่ซื้อให้คล้องพระแค่เส้น เดียวเท่านั้น และทองเส้นนั้นพอเขาไปเป็นทหาร แม่ ก็ขอเอาไปเก็บไว้ให้เสียอีก...

          “แต่เราไม่มีทุน พี่มีเงินติดตัวไม่มาก หนูก็รู้นี่”

          “หนูพอมี...แต่หนูเป็นเมียพี่แล้ว หนูก็ต้องถามพี่ก่อนว่าจะเอาอย่างไรดี”

          “พี่ก็ต้องกลับเข้าค่าย หนูจะทำไหวรึ เดี๋ยวก็ท้องใหญ่ขึ้น ๆ แล้วหนูก็ไม่เคยค้าเคยขายด้วย...ถ้ายุ่ง ๆ คนเดียวมันเอาไม่อยู่หรอก และที่สำคัญ เราต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า การค้ามันอาจจะทำให้เราขาดทุนก็ได้”

          เรณูนิ่งคิด...ที่เขาพูดก็ถูก

          “พี่ว่า หนูกลับไปรอพี่อยู่ที่บ้านของหนูก่อนดีไหม...พี่ปลดทหารแล้วเราค่อยกลับมา อยู่ด้วยกันที่นี่”

          ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เกรียงไกร หรือบาร์ที่ตาคลี เรณูก็กลับไปไม่ได้...หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเชิดหน้าขึ้นก่อนจะบอกว่า

          “ถ้าอย่างนั้นหนูรอพี่อยู่ที่บ้านหลังโรงสีแล้วกัน...หนูทนลำบากได้”

        ได้ ยินเรณูพูดดังนั้น ปฐมจึงบอกว่า

          “พอพี่ปลดทหาร หนูคลอดลูกแล้ว บางทีแม่ของพี่อาจจะใจเย็นลงกว่านี้ก็เป็นได้ ตอนนี้หนูต้องอดทนให้มาก ๆนะ เพื่ออนาคตลูกของเราสองคน”
         
          คืนนั้นหลังจากที่ปฐมนอนหลับไปแล้ว เรณูที่ยังนอนลืมตาโพลงก็ครุ่นคิดถึงคำพูดของ ‘พี่ติ๋ม’...

          “แม่ มันตอนเป็นสาวคงจะสวยแหละ สวยแต่ เลว และที่พี่ต้องมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะแม่มันนี่แหละ...แม่ของมันนอกจากจะค้าขายของสารพัดอย่าง ก็ยังปล่อยเงินให้กู้ด้วย ปล่อยของให้เชื่อ ให้ติดไว้ก่อน แล้วก็คิดดอกแพง ๆ น้ำปลาขวดเดียว แลกกับข้าวเปลือกหนึ่งถัง คนมันไม่มีจะกิน มันก็เอา พอถึงหน้าได้ข้าว มันก็พากันไปโกยข้าวเปลือกมาใส่ยุ้ง เก็บไว้สีเป็นข้าวสารขาย...มันไม่ได้ทำนาสักกระแบะ แต่ข้าวมันมีเต็มยุ้ง ข้าวสารมันมีเต็มร้าน พอหลายปีเข้า มันก็ซื้อโรงสี ลูกชายมันมีสามคนสี่คน มันก็ไม่ได้เรียนหนังสือหรอก   ใช้งานอย่างกับทาส...มันถึงได้ดูแข็งแรงหล่อเหลาอย่างที่เห็น”

          “แล้วที่พี่ว่า พี่ต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะแม่มัน หมายความว่าอย่างไร”

          “แม่พี่ล้มป่วย พ่อไปกู้เงินมันมารักษาแม่ กู้มาใช้จ่าย เชื่อของในร้านมันมาเลี้ยงลูก พ่อพี่ไม่รู้หนังสือหรอก มันให้พ่อพิมพ์ลายนิ้วมือใส่กระดาษเปล่า พอแม่พี่ตาย มันก็เอากระดาษแผ่นนั้นซึ่งกลายเป็นสัญญาจำนองบ้านไปแจ้งความ ว่าพ่อเอาบ้านเข้าจำนองกับมัน มันก็ยึดบ้านพี่...แล้วก็ไล่เจ้าของเดิมออกจากบ้านในทันที”

          “ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วพี่ไปอยู่ที่ไหนกัน”

          “ไปอาศัยบ้านพี่สะใภ้ อยู่ที่เกยไชย ที่นั่นพ่อพี่ตกต้นตาลมาหลังเสีย เดินไม่ได้ ช่วงนั้น ลำบากมาก สุดท้าย พอมีคนชวนพี่มาอยู่ที่นี่ พี่ก็มา”

          “แล้วพี่บอกกับที่บ้านพี่ว่าอย่างไร”

          “บอกว่ามาทำงานเป็นเด็กหน้าร้านที่ปากน้ำโพ...คนแถวนั้นรู้ว่า พี่โกหก แต่พี่ก็ไม่ค่อยได้กลับไปหรอก”

          “แล้วตอนนี้พ่อพี่เป็นอย่างไรบ้าง ใครดูแล”

          “ตายไปนานแล้ว สรุปว่าเพราะมันนั่นแหละ ทำให้พี่เป็นคนบ้านแตกสาแหรกขาด พี่น้องไปกันคนละทิศละทาง...ฟังกิตติศัพท์เรื่องแม่ของมันแล้ว ยังอยากจะได้ลูกมันมาเป็นผัวอยู่ไหม”

          ‘ยังอยากจะได้ลูกมันมาเป็นผัวอยู่ไหม’ ...เป็นคำถามที่เรณูถามตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน...แต่สุดท้าย ความรัก ความหลง หรือเวรกรรมแต่ปางก่อน ทำให้เรณูที่ตัดใจจากเขาไม่ได้ เธอยังระริกระรี้ ดีดดิ้นเป็นปลากระดี่ได้น้ำ เมื่อเขากับเพื่อน ๆ มานั่งดื่มกินที่บาร์ หรือว่าตั้งใจบังเอิญไปพบเขาที่ตลาดสดในตอนเช้า...แล้วกลับมารำพึงรำพันถึง พี่ติ๋มหมั่นไส้จึงบอกว่า

          “พี่ประนอม อาการคันของอีเรณู หนูว่าต้องให้ไอ้ใช้ มันเกาสักที ถึงจะหาย”

          “หางตาเขายังไม่แลมัน แล้วเขาจะเกาให้มันรึ” ประนอมทับถม...แล้วคนอื่นๆ ก็หัวเราะกันครืน...

          และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยนั้น ทำให้เรณูต้องพูดไปว่า “ถ้าวันข้างหน้า หนูเอามันมาทำผัวหนูได้ พวกพี่ ๆ จะให้อะไรหนู”

          “ฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกแล้ว อีเรณู...เมื่อไหร่มึงจะตื่นเสียที”

          “หนูถามจริง ๆ”

          “ถ้ามึงเอาไอ้ใช้มาทำผัวมึงได้ แม้เพียงคืนเดียว ครั้งเดียว ทีเดียว กูให้มึงร้อยหนึ่งเลย” พี่ประนอมผู้ป๊อบปูล่าในหมู่ทหารฝรั่ง คนใจป้ำ ‘หย่อนเหยื่อ’ มาก่อนใคร

          ส่วนคนที่สอง ที่โยนเหยื่อก้อนโตกว่า คือพี่ติ๋ม

           “แต่ถ้ามึงได้มันเป็นผัว แล้วมันพามึงเข้าบ้านไปเจอแม่มัน กูจะให้ทองคำมึงหนึ่งบาท...แล้วถ้ามึงอยู่บ้านมันได้พอปี กูจะปูผ้าขาวแล้วกราบมึงงาม ๆ สามที” นึกถึงคำพูดพี่ติ๋มแล้วเรณูก็คลำที่คอตัวเองที่มีทองเส้นนั้น คล้องอยู่...นอกจากมันจะทำให้เธอนึกถึงเพื่อน ๆ ที่ตาคลี มันก็ยังทำให้เธอนึกถึงคำว่า ‘โซ่ทองคล้องใจ’ นั่นก็คือลูกที่ถือกำเนิดขึ้นมา

          แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะความรักความหลงจากแม่ของมันเพียงฝ่ายเดียว...แต่ เรณูเชื่อมั่นว่า ความดีที่ตนเองพอมีอยู่ น่าจะทำให้เขารักเธอได้บ้าง แม้ว่า ‘มนต์คาถา’ เสื่อมคลายไปแล้ว...

         
          เช้าวันรุ่งขึ้น เรณูตื่นมาต้มข้าวต้ม คั่วถั่วลิสง เจียวไข่ไก่แล้วก็ ตำพริกหอมกระเทียมเผาเหยาะน้ำปลาแก้เลี่ยน ตั้งสำรับ ปลุกให้เขาลุกขึ้นมาล้างหน้า แล้วกินข้าว...ระหว่างที่นั่งกินข้าวเช้าอยู่ด้วยกัน เขาบอกกับเรณูว่า

          “เดี๋ยววันนี้พี่จะพาหนูไปไหว้เจ้าที่ศาล แล้วจะพาไปดูบ้านหลังโรงสี”

          “เมื่อวานตอนไปดูร้าน หนูไปไหว้ศาลเจ้ามาแล้ว...ขอพร ขอโชค ขอลาภ ขอให้ได้อยู่ที่ชุมแสงอย่างคนมีฐานะเรียบร้อยแล้วจ้ะ”

          “เร็วจริง ๆ”

          “ไปดูบ้านหลังโรงสีเลยก็ได้ ถ้ามันเก่า มันผุ พี่ก็ซ่อมแซมให้หนูซะก่อนพี่จะกลับ”

          “มันไม่ได้ผุจนต้องซ่อมหรอก แต่มันเหม็นขี้หมู...แล้วมันก็ไกลจากแม่น้ำพอสมควร”

          เรณูอยากจะยกมือกุมขมับให้เขาเห็น แต่หญิงสาวทำได้เพียงพูดว่า

          “ลำบากแค่ไหนหนูก็จะรอพี่อยู่ที่นี่ ขออย่างเดียว พี่กลับเข้าค่ายไปแล้ว พี่อย่าออกมาเที่ยวที่บาร์อีกนะ...หนูไม่อยากใช้ผัวร่วมกับอีพวกนั้นให้มัน หัวเราะว่าหนูโง่”

          “จะเอาเงินที่ไหนไปเที่ยวละ เงินเดือนพี่ ก็ให้หนูเก็บไว้จนหมดตัวแล้ว”

          “ไม่รู้...พูดกันไว้ก่อน”

          “พี่คงคิดถึงหนูแย่เลย”

          พอเห็นสายตากรุ้มกริ่มของเขา เรณูก็ยิ้มเอียงอาย...หลังจากอิ่มข้าวล้างถ้วยจานคว่ำแล้ว...จากที่จะต้องไป โรงสีทันที...แรงดำฤษณาหรือจะเป็นเพราะแรงราคะตามประสาวัยหนุ่ม เรณูก็ไม่อาจเดาได้ ทำให้เขาชวนเรณูกลับเข้าห้องนอนทั้งที่พระอาทิตย์แผดแสงจ้า...

         
ฟาก พิไลหลังจากที่นอนครุ่นคิดมาทั้งคืน ระหว่างมื้ออาหารเช้าซึ่งเป็นข้าวต้ม กับบรรดาพวกผัดผัก ปลานึ่งซีอิ๊ว หญิงสาวก็เอ่ยขึ้นมาว่า

          “เรื่องแต่งกับเฮียตง...หนูตกลง”

          “ตกลงได้ก็ดี” เถ้าแก่ฮงยิ้มขึ้นมาได้...

          “แต่หนูก็ต้องมีข้อแม้กับทางเขาข้อสองข้อนะเตี่ย นะแม่...ข้อแรก หนูขอทองหมั้นใหม่...ขอเท่าเดิมที่เฮียใช้ให้มา”

          “ไอ้หยา” เถ้าแก่ฮงอุทาน เช่นเดียวกับนางพิกุลที่ชะงักตะเกียบค้างเพราะคิดไม่ถึงว่าพิไลจะมีลูกเล่น แบบนี้

          “มันอาจจะดูมากไป จนเขาอาจจะไม่เล่นด้วย แต่เตี่ยกับแม่ ต้องคิดให้ดี ถึงหนูไม่แต่งกับเฮียตง ทอง ๑๐ บาทของเฮียใช้ มันก็เป็นของหนูอยู่แล้ว จดหมายถอนหมั้นก็มีเป็นหลักฐานว่าเขาเป็นคนผิดสัญญา...เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้หนูแต่งกับคนน้อง หนูต้องได้ทองอีก ๑๐ บาท...ถ้าให้ได้ หนูก็แต่ง ให้ไม่ได้ ลูกชายเพื่อนเตี่ยที่ยังเป็นโสดมีอยู่เยอะแยะ ใช่ไหมเตี่ย”

          “ก็ถูกของอีนะ อาพิกุล ...ลื้อนี่มันฉลาดสมเป็นลูกเตี่ยจริง ๆ อาพิไล”

          พิไลยิ้มเย็น...ส่วนนางพิกุลนั้นหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกลัวทางนั้นจะหาว่า ‘เล่นแง่’ และ ‘เค็มเหมือนเกลือ’

          “อีกข้อ ถ้าแต่งเข้าไปแล้ว หนูจะต้องมีศักดิ์ มีสิทธิ์เหมือนสะใภ้ใหญ่ทุกประการ กิจการร้านค้า ต้องตกทอดเป็นของเฮียตง.”

          “มันจะมากไปไหม...บ้านเรือนในตรอกที่เป็นเรือนหอเขาก็จะยกให้ ให้แยกมากินมานอนเป็นสัดเป็นส่วน” นางพิกุลค้าน

          “ถ้าให้หนูได้ตามที่หนูขอ หนูก็ตกลง ถ้าให้หนูไม่ได้...ลูกชายเพื่อนเตี่ยที่ยังเป็นโสดมีอยู่เยอะแยะ ใช่ไหมเตี่ย”

          “อืม” เถ้าแก่ฮงรับคำอย่างงง ๆ ...

          “แล้วที่สำคัญ แม่ เตี่ย หนูเข้าไปก่อน หนูมีความรู้ หนูมั่นใจว่า สติปัญญาที่หนูมีอยู่ จะทำให้กิจการของเขาเจริญรุ่งเรือง พอเขารวยขึ้นมาแล้ว คนมาทีหลัง มาชุบมือเปิบ มันจะยุติธรรมกับหนู กับลูกของหนูไหม”

******************


Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #3 on: 29 February 2020, 11:22:35 »

ตอนที่ 4 : สาวจนยาก นามจันตา

         ๔
 
          สาวจนยากผู้มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าที่ พระประสงค์มองเห็นชื่อ ‘จันตา’ หญิงสาวเป็นชาว ‘ไท-ยวน’ คนเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จันตามีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวพรรณผุดผ่อง อากัปกิริยาสุภาพเรียบร้อย... หญิงสาวเพิ่งมาเป็นลูกจ้างอยู่ในร้านสังฆภัณฑ์ หลังจากที่พระประสงค์บวชได้ไม่กี่วัน...อาม่าแม่เจ้าของร้านเป็นคนใจบุญ ทุก ๆ เช้า จะต้องตื่นมาหุงข้าวทำกับข้าวใส่บาตรพระ...เมื่อออกบิณฑบาตพบอาม่าก็จะพบจัน ตานั่งหรือยืนอยู่กับอาม่า...

          ทุก ๆ เช้า สายตาของพระภิกษุหนุ่มกับสีกาประสานกัน ไม่มีคำจำนรรจาใด ๆ ...พระประสงค์นั้นสำรวมระวังสายตาเป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นอาม่าก็ดูออกว่า พระกับสีกานั้นมีใจให้กัน บางวันอาม่ารู้สึกไม่สบายตัวก็จะให้จันตาตื่นมาหุงหาข้าวใส่บาตรตามลำพัง และถ้าวันไหนที่ฝนตกหนัก ๆ   พระออกบิณฑบาตรไม่ได้อาม่าก็จะให้จันตา หิ้วปิ่นโตไปส่งข้าวถึงในวัด...   พอหลังเที่ยงก็ให้จันตาตามไปเก็บปิ่นโตกลับ เมื่อทั้งสองเห็นกันบ่อย ๆ แม้จะมีโอกาสพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง ไม่กี่คำ แต่ภาษาหัวใจ ที่ออกมาทางสายตานั้นมันมากเกินหมื่นคำอธิบาย...

          พระประสงค์ที่นั่งอยู่บนไม้นั่งใต้ร่มโพธิ์โดยมีไม้กวาดทางมะพร้าววางอยู่บน ตักถอนหายใจอย่างแรง...เรื่องที่พี่ชายคนโตพาเมียฝีปากกล้าเข้าบ้านมาสร้าง ความผิดหวังให้แม่ กลายเป็นเรื่องโด่งดังเข้ามาถึงในวัด และที่ว่ากันว่า ปากคนนั้นยาวกว่าปากกา ก็เห็นเป็นจริง เพียงสองคืนเท่านั้น เรื่องที่แม่จะให้ท่านลาสิกขาไปแต่งกับคู่หมั้นของพี่ชายก็ดังไปทั่วตลาดชุม แสง

          เมื่อเช้าระหว่างบิณฑบาตร ท่านเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของจันตาก็รู้สึกสงสารเป็นอย่างยิ่ง... ถ้าท่านปลอบจันตาได้ ท่านก็จะบอกว่า ‘ให้คิดเสียว่าเราไม่มีวาสนาต่อกัน’ แต่ว่าเมื่อท่านทบทวนประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านก็เข้าใจบทกลอนจากนิราศอิเหนาของกวีเอกสุนทรภู่ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น...

          ‘จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ’

 

          พอ อ่านจดหมายที่พิกุลฝากคนเรือนำมาให้จบ นางย้อยก็ถึงกับกัดฟันกรอด...แม้เนื้อจดหมายจะพูดว่า ยินดี ยินยอมทำความต้องการของนาง แต่ข้อเรียกร้องที่พิไลยื่นเสนอมานั้น มันมากเกินไป...

          ทองหมั้นน้ำหนัก ๑๐ บาท ชุดใหม่... ส่วนของเดิมนั้นถือเป็นค่าทำขวัญ...

          และ ในอนาคต ร้านค้าแห่งนี้จะต้องเป็นของประสงค์...ซึ่งหมายถึง ทรัพย์สมบัติที่ปฐมพึงมีสิทธิ์ได้ตามธรรมเนียมนั้นจะต้องไปตกอยู่ในมือของ น้องชายคนรองเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของตน...

          แม้จะเกลียดชังเรณู แต่ลึก ๆ แล้วนางย้อยก็รักลูกชายคนโตมากกว่าลูกคนไหน

...เขาเป็นรักแรกของนาง เขาทำให้ความยากลำบากตอนอยู่ทับกฤชเริ่มจาง

...เขาเหมือนแสงสว่างที่ยังความมืดมิดในครานั้นนั้นมลาย...เขาทำให้ใจของนางเข้มแข็งยิ่งขึ้น

...ถ้าไม่มีเขามาเพิ่มความหวัง นางอาจจะยอมแพ้ต่อความยากลำบาก หอบผ้ากลับหนองนมวัวไปแล้ว

          ยามนั่งร้องไห้เพราะความคับแค้นใจที่โง่เง่า หลงเชื่อว่าความรักนั้นจะทำให้ชีวิตมีความสุข ก็ได้มือ น้อย ๆ ของปฐมเช็ดน้ำตาให้... ‘ม้าร้องไห้ทำไม ม้าเจ็บตรงไหน ใครทำม้าเจ็บ’ เสียงเล็ก ๆ ยังคงห่อหุ้มหัวใจอย่างไม่มีเสื่อมคลาย...

          แล้วนี่นางกำลังจะทำร้ายผู้เป็นแก้วตาดวงใจของนางเสียเอง...นางจะมีหน้าไปพบ บรรพบุรุษของเจ๊กเซ้งได้อย่างไร...

          ความคับแค้นใจ ทำให้ทำนบน้ำตาของนางย้อยพังทลาย...แต่พอเห็นบุญปลูกเดินมาหา นางย้อยก็รีบเช็ดน้ำตา แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่หลังบ้าน...

          เดินกลับมาแล้ว นางย้อยก็บอกกับบุญปลูกว่า “บอกไอ้ป้อมให้ไปตามเถ้าแก่ที่โรงสีให้หน่อย อั๊วมีเรื่องจะปรึกษา”

          อึดใจใหญ่เถ้าแก่เซ้งคู่ทุกข์คู่ยากของนางย้อยก็เดินเข้ามาในร้าน เนื้อตัวนั้นยังคงมอมแมมเพราะทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็น กลิ่นขี้หมูยังคงติดตัวอย่างที่นางย้อยคุ้นชิน แต่นางไม่เคยนึกรังเกียจเลยสักนิด แม้กาลเวลาจะทำให้รูปร่างหน้าตาของเขาจะเปลี่ยนไป แต่ความรักความห่วงใยที่มีให้กันไม่เคยเสื่อมคลาย... ความรัก ความซื่อสัตย์ ความดี และความขยันขันแข็งของเขาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ นางย้อยสู้ชีวิตในทุกวิถีทางจนมีวันนี้มาได้...

          พอเห็นสามี นางย้อยก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย...

          “ลื้อเป็นอะไรรึอาย้อย...ใครทำอะไรลื้อ”

          นางย้อยยังคงสะอึกสะอื้นไม่ตอบคำถามในทันที กระทั่งน้ำตานั้นไหลจนชุ่มโชก นางย้อยก็บอกว่า

          “ฉันมีเรื่องจะปรึกษา” แล้วนางย้อยก็อ่านจดหมายของพิไลให้ฟัง...

          “ถ้าฉันทำตามความต้องการของอี ฉันคงจะรู้สึกผิดไปจนวันตาย...ฉันจะเอาหน้าไปพบกับบรรพบุรุษของเฮียได้อย่าง ไร...เฮียเข้าใจฉันไหม”

          “อั๊วเข้าใจ อั๊วเข้าใจลื้อ...อั๊วรู้ว่าลื้อน่ะรักตี๋ใหญ่มากกว่าลูกคนไหนๆ ...ตี๋ใหญ่มันว่านอนสอนง่าย เลี้ยงง่าย แล้วอยู่กับลื้อมาตั้งแต่ลื้อยังลำบากอยู่ทับกฤช”

คำว่า ‘ทับกฤช’ ทำให้น้ำตาของนางย้อยหยดลงมาอีก...

          “อาย้อย แต่ว่าตี๋ใหญ่มันเลือกทางเดินของมันเอง...มันก็จะต้องได้รับผลกรรมของมัน...แล้วจะว่าไปแล้ว ร้านนี้ถ้าวันหนึ่งเรายกให้อาตงไป ก็ใช่ว่า
 สมบัติของเราจะหมดซะเมื่อไหร่ โรงสีเราก็ยังมี ทำเงินได้มากกว่าที่นี่เสียอีก”

          “แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกทางพิไลมันเอามีดมาจี้ชิงทรัพย์”

          “รึลื้อจะปฏิเสธทางพิไลไป อั๊วว่ามันก็ไม่น่าเกลียดหรอกน่า เรียกร้องมากไปแบบนี้ เหมือนเขาก็ไม่อยากจะแต่งกับลูกของเรา”

          “แต่อั๊วไปคุยกับทางแม่พิกุลเป็นมั่นเป็นเหมาะไปแล้ว อั๊วไม่อยากเสียคน...แล้วอีกอย่าง...ข้อดีของพิไลมันก็มีมาก”

          “ถ้าอย่างนั้นลื้อก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำอย่างไร ลื้อตัดสินใจอย่างไร อั๊วก็เคารพการตัดสินใจของลื้อ”

          “เฮีย” นางย้อยเช็ดน้ำตาอีก...

          “เอาน่า...สำหรับอั๊ว ความคิดของลื้อน้ะ ถูกต้องเสมอ”


 
          เมื่อ เจ๊กเซ้งเห็นดีเห็นงาม นางย้อยก็ให้เขาเฝ้าร้านแทน...ร้านนี้ไม่เคยไว้ใจลูกจ้าง...ถ้าจะไปธุระไม่ ว่าใกล้หรือไกล ถ้าไม่เป็นเจ๊กเซ้งก็ต้องเป็นลูกชายคนใดคนหนึ่งที่ต้องเฝ้าเก๊ะเงิน เงินทุกบาททุกสตางค์หากจะต้องออกจากกระเป๋าจะต้องมีเหตุผลในการใช้เสมอ

          เดินเข้าเขตวัดมาแล้ว นางย้อยก็สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความมั่นใจ...

          เสียง เจ๊กเซ้งยังคงก้องอยู่ในหู “ให้อาตงสึกมาแต่งงานเสียได้ก็ดี บวชไปนาน ๆ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร เอาเวลามาหาเงินหาทองเสียยังดีกว่า”

          เรื่อง ของความเชื่อที่ขัดกันนั้น ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่...ถึงคราวไหว้เจ้าเผากระดาษตามธรรมเนียม แม้จะไม่ค่อยเชื่อถือ แต่นางย้อยก็ทำตามคำสอนสั่งของนางลิ้มและนางซกเพ้งผู้เป็นแม่ผัวอย่างไม่อิด ออด...หากพอนางย้อยจะทำบุญสุนทานเป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนโตบ้าง เจ๊กเซ้งก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด...ยกเว้นเรื่องที่ลูกชายคนรองหนีงานมา บวชเรื่องเดียวที่เจ๊กเซ้งออกปากว่า ‘ไม่มีประโยชน์’

          พอเห็นโยมแม่เดินเข้าเขตวัด พระประสงค์ก็รีบลุกขึ้น คว้าจีวรมาห่มก่อนจะเดินให้พ้นจากกุฏิออกมารับหน้า ที่เก้าอี้ใต้ร่มไม้...

          “พระ โยมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา” ทรุดตัวลงนั่งตรงกันข้ามแล้วนางย้อยก็เข้าเรื่องทันที...

          พระ ประสงค์สังเกตเห็นว่าตาของแม่นั้นแดงช้ำเหมือนผ่านการร้องไห้ก่อนมาที่ นี่...ซึ่งเรื่องร้องไห้กับแม่นั้น ท่านแทบจะไม่เคยเห็น ท่านจึงถามว่า
          “มีอะไรรึโยม”

          “อย่าหาว่าโยมเป็นมารเลยนะพระ...โยมอยากให้พระกลับไปอยู่บ้าน ในเร็ววันนี้” นั่นคือคำพูดที่นางย้อยคิดระหว่างเดินมาที่วัด...

          “ขออยู่ต่ออีกสักพักไม่ได้รึ เกณฑ์ทหารก่อนไม่ได้รึโยม” นั่นคือคำพูดที่พระประสงค์เตรียมรอไว้เช่นกัน

          เพราะถ้ายังอยู่ในผ้าเหลือง อย่างน้อยก็ยังประวิงเวลา ทำให้ทั้งตน และจันตานั้นได้ทำใจได้มากขึ้น... ถ้าโยมแม่มาเร่งรัดให้สึกภายในวันนี้ วันพรุ่งนี้...อีกไม่เท่าไหร่ งานแต่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน...

          ท่านยังไม่พร้อมจะแต่งงาน โดยเฉพาะกับคนที่ท่านไม่ได้รัก

          “เอาตรง ๆ เลยแล้วกัน ทางพิไล เขาก็ใจร้อน เขาว่า ถ้ารอนานไปกว่านี้ เขาเกรงว่าจะมีปัญหาเหมือนคราวตั่วเฮีย”

          พระประสงค์นิ่งเงียบ...

          “ช้าหรือเร็วท่านก็ต้องสึก แล้วที่บวชมาแล้ว ก็ตั้งหลายเดือน...ตอนนี้ บอกตรง ๆ เลยว่า ทางบ้านยุ่งเป็นอย่างมาก ที่ร้านหาคนช่วยเปลี่ยนเฝ้าเก๊ะไม่ได้ จะให้อาซามาเฝ้าแทนม้าบ้าง เตี่ยอยู่ทางโรงสีก็วิ่งวุ่น ไอ้สี่ก็อ้างแต่ว่าเรียนยุ่งให้กลับมาช่วยกันบ้าง ก็ไม่ยอมกลับ...เห็นใจโยมเถอะนะ”

          เมื่อจนด้วยเหตุผลที่โยมแม่ไม่เคยอ้าง...พระประสงค์จำต้องถามกลับไปว่า “แล้วโยมอยากให้พระสึกวันไหน”

          “ก็ต้องไปถามหลวงพ่อก่อนว่าฤกษ์ดีวันไหน แต่ใจของโยมคือ อยากให้สึกออกมาอย่างเร็วที่สุด”



          เห็นสภาพบ้านเพิงหมาแหงนที่หลังโรงสีแล้วเรณูก็ลอบถอนหายใจออกมา...หลังกลืน น้ำลายลงคอแทนการถ่มถุยไล่กลิ่นเหม็นของขี้หมู เรณูก็สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความเข้มแข็ง...เมื่อเลือกจะเปลี่ยนทางเดิน ชีวิตโดยให้ความรัก ความพอใจนำทาง เธอก็จะต้องสู้ให้มากกว่าตอนที่อยู่ตาคลี เพราะเดิมพันในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ ให้พี่ติ๋มปูผ้ากราบงามๆ สามที หรือเศษเงินพนันที่พวกเพื่อนๆ จะต้องยื่นให้...มันหมายถึงชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ...เธอจะต้องเอาดีให้ได้ เธอจะต้องเปลี่ยนชีวิตให้ได้ และ ‘เขา’ จะต้องยอมรับเธอ อย่างที่มันควรจะเป็น!

          “พออยู่ได้ไหม”

          “ก็บอกกับพี่ใช้ไปแล้วว่า ถ้ามีพี่ อยู่ที่ไหน หนูก็อยู่ได้...พี่นั่นแหละ ปลดจากทหารมาแล้วจะอยู่ที่นี่ได้ไหม”

          “แต่ก่อนช่วงหมูออกลูก ต้องคอยเฝ้าดูทั้งวันทั้งคืนนะ ถ้าไม่เฝ้า เดี๋ยวแม่มันนอนทับ... ถ้าปล่อยให้เตี่ยทำคนเดียวก็สงสารเตี่ย”

          เรณูรู้สึกว่าเตี่ยของเขานั้นเป็นคนขยันขันแข็งและไม่ใช่คนพูดมาก...ตอนที่ เขาพาเธอมาแนะนำ หลังเธอยกมือไหว้ เตี่ยก็ยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับ ไม่แสดงอาการไม่พอใจที่เห็นเธอมาเป็นลูกสะใภ้แต่อย่างใด...ผิดกับแม่ของเขา อย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เขาก็บอกให้เรณูรู้ว่า เตี่ยนั้นเชื่อฟังแม่เหมือนหนูกลัวแมว...

          เรณูจึงอุ่นใจขึ้นมาหน่อยว่า อย่างน้อย ที่บ้านสวนหลังโรงสีนี้ ก็ยังมีเตี่ยของเขาให้ความคุ้มครอง...

          ส่วนคนงานอีกสองครอบครัวนั้น มีกระท่อมแยกอยู่ห่างกันพอประมาณ...

         สวน หลังโรงสีนั้นมากมายไปด้วยต้นมะม่วง ต้นกล้วย ไผ่...ส่วนผลไม้อื่น ๆ นั้น มีอย่างละประปราย หลังสำรวจข้าวของที่อยู่ในห้องเก็บ เรณูก็พบว่า ในห้องนั้นมี ข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะมากมาย...

          “เจ้าของโรงสีเดิม เมียเขาเคยทำขนมขาย”

          “ขนมอะไร”

          “สารพัดอย่าง ขนมขี้หนู ข้าวต้มมัด ขายตอนเช้าบ้าง ตอนเย็นบ้าง แล้วแต่อารมณ์เขา”

          พอปฐมพูดจบ เรณูก็รู้สึกว่ามีแสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์...ทำขนมขาย...ใช้เงินทุนไม่ มาก อุปกรณ์ทำขนมมี กระจาดมี กระด้งมี สาแหรกมี ไม้คานมี สรุปว่ามีหาบแม้จะเก่าคร่ำคร่าก็ตามที วัตถุดิบในสวนพอมี...เธอจะต้องทำขนมขาย...เธอจะต้องทำให้แม่ผัวของเธอเห็น ว่า เธอก็มีเลือดนักสู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร


          หลังเก็บกวาดเช็ดถูห้องพักที่มีเตียงทำไม้ยกพื้นเรียบ ๆ และตู้ใส่มุ้ง หนอนเก่า จนเอี่ยมสะอาด...เรณูก็เปรยให้ปฐมฟังว่า

          “ตอนที่พี่กลับเข้าค่าย ถ้าหนูจะทำขนมขาย พี่ว่าอะไรไหม”

          “หือ” สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ...

          “หนูยังไม่ได้เล่าให้พี่ฟังว่า ตอนหนูเด็ก ๆ แม่หนูทำขนมขายตามตลาดนัดแถว ๆ บ้านด้วยนะ แม่ทำพวกตะโก้ วุ้น เปียกปูน ขนมถ้วย ทำได้เกือบทุกอย่าง หนูช่วยแม่ทำแล้วก็หาบไปขายกับแกด้วย”

          เรณูไม่ได้เล่าให้ปฐมฟังว่า ตลาดนัดที่วัดทับกฤช เธอก็เคยไปนั่งขาย...ที่นั่นเธอถึงได้เห็น ‘คุณหนูพิไล’ ลูก สาวเถ้าแก่ฮง คู่หมั้นของเขา...เรณูยังจำได้ดีถึงใบหน้าที่เชิดขึ้นมองคนด้วยหางตา ดูไว้ตัว...ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนจบชั้นประถม...เพิ่งจะแตกเนื้อสาว ขี้ไคลยังไม่หมดคอ...แต่คุณหนูพิไลนั้นงามระหง ใส่เสื้อผ้าสวยงามดูเป็นสาว ทั้งที่อายุเพิ่งจะสิบขวบ

... นึกถึงอดีตแล้ว ริมฝีปากของเรณูก็คลี่ออก ตอนนั้นใครจะรู้บ้างว่า วันนี้เธอจะมาแย่งคู่หมั้นของคุณหนูคนสวยมาครอบครอง ใครจะรู้ว่าจะต้องมาเป็นคู่สะใภ้กัน และในอนาคตเรณูก็มั่นใจว่า เธอกับพิไลนั้นจะต้องมีเรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่อีกหลายเรื่องแน่ นอน!


         
          จันตานั่งเหม่อลอยหลังจากรู้ข่าวว่า อีกไม่กี่วันพระประสงค์จะสึกแล้วไปแต่งงานกับคู่หมั้นของพี่ชายตนเอง...อา ม่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกพลางฟังข่าวทางวิทยุ...กระแอม แล้วบอกว่า

          “อาจันตา คิดซิว่า เราไม่ใช่เนื้อคู่กัน แล้วคนดี ๆ อย่างลื้อน่ะ เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นคุณค่าเอง...ให้ลื้อรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีเถอะ”

          จันตาหันมายิ้มให้อาม่าแล้วหันหลังกลับ นั่งถัดถูพื้นเรือนต่อ...

          “แต่อาม่าคิดว่าก็เป็นเรื่องดีนะ ที่ความรักของลื้อกับพระตงไม่สมหวัง”

          “หนูยังไม่ได้บอกอาม่าเลยว่าหนูรักกับพระ” จันตารีบแก้ต่างให้ตัวเอง

          “อั๊วดูออกหรอกน่า...อั๊วแก่ปูนนี้แล้ว เห็นรัก เห็นเกลียด เห็นเลิก เห็นลาจาก มาเยอะแยะ”

          “แล้วที่อาม่าบอกว่า ดีแล้ว มันดีอย่างไง”

          “บอบบางอย่างลื้อ ไม่ทันแม่ผัวอย่างอาย้อยหรอก...ลื้อแต่งเข้าไป ลื้อก็จะไปเป็นสะใภ้ทาส ให้เขาโขกสับจิกหัวใช้อยู่แต่หลังร้าน ทำแต่งานบ้าน แล้วใช้เศษเงินที่เขาปันมาให้นิด ๆ หน่อย ๆ ...อย่างลื้อ อาม่าว่ามองพวกข้าราชการดีกว่า”

          “ทำไมต้องเป็นพวกข้าราชการ”

          “ลื้อมันเหมือนดอกกล้วยไม้ ใครเห็นก็รู้สึกสดชื่น สบายตา ลื้อสวยมากนะอาจันตา เหมาะที่จะพาไปอวดโฉมให้คนอื่นเห็น”

          ฟังอาม่าแล้วจันตาก็หันหลังกลับไปถูพื้นต่อ โดยอาม่าไม่เห็นหรอกว่า ผ้าขี้ริ้วในมือของจันตานั้น ถูหยดน้ำตาของตนที่หยดลงมาด้วย...


          จันตามาอยู่ที่นี่ในฐานะ คนทำงานบ้าน และดูแลอาม่าโดยเฉพาะ หญิงสาวไม่ได้เข้าไปวุ่นวายอยู่หน้าร้านเหมือนลูกจ้างคนอื่น จันตานั้นกินนอนอยู่ประจำ  ได้เงินเดือนไม่มาก ดีแต่ว่าเจอนายจ้างดี และที่นี่ก็ไม่มีลูกชายของนายจ้างมากวนใจเหมือนตอนอยู่ที่อุตรดิตถ์...

          บ้านของจันตามีอาชีพทำไร่ ทำนา หลังทำนาก็จะปลูกหอมแดง    พ่อแม่ของจันตามีลูกหลายคน จันตาเป็นคนที่สาม  จันตาสู้งานหนักในไร่ในนาไม่เก่งเท่าพี่เท่าน้อง หญิงสาวจะเป็นลม มีผืนขึ้นผิวหนังเมื่อต้องทำงานกลางแดด จันตาถนัดงานทอผ้า ถักไม้กวาด ทำน้ำตาลน้ำอ้อย ทำอาหารได้อร่อย...แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความยากจนนั้นบรรเทาลงไป ได้...ความสวยของ  จันตาทำให้ผู้ใหญ่บ้านมาขอพ่อ ส่งจันตาเข้าประกวดเทพีฤดูหนาวที่สนามหน้าโรงเรียนเทศบาลศรีพนมมาศพิทยากร...

          จันตาอิด ๆ ออด ๆ เพราะรู้สึกเขินอายตามประสาคนอ่อนต่อโลก สุดท้ายเมื่อใคร ๆ ก็เห็นดีเห็นงาม จันตาจึงยอมขึ้นเวที

          ปีนั้นจันตาได้ตำแหน่งเทพีฤดูหนาวมาครอง ความงามที่เคยซ่อนเร้นอยู่แต่ในบ้าน ในไร่ ในป่าก็มีคนมาเห็น...

          และความงามนั้นก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างที่จันตาไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะ ต้องพบเจอ...

          เขาเป็นนายทหาร หน้าตาคมคาย เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ในค่ายทหารปืนใหญ่...เขาเห็นจันตาแล้วบอกกับจันตาว่า เขาตกหลุมรักผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมืองลับแลเสียแล้ว เขามีรถเก๋งเป็นพาหนะคู่ใจ จึงเทียวไล้เที่ยวขื่อแวะมาหาที่บ้าน

      ... ตอนนั้น โลกทั้งใบของจันตาเป็นสีชมพู...และรถเก๋งคันนั้นก็พาจันตานั่งชูคอออกจาก บ้านไปไหนมาไหนกับเขาเพียงสองคนตามประสาคนรักกันอยู่บ่อยครั้ง โดยที่พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็ไว้เนื้อเชื่อใจ เขาซึ่งเป็นชายชาติทหาร เขาพาจันตาไปดูหนัง ไปซื้อผ้าตัดเสื้อ ไปกินอาหารนอกบ้าน กระทั่งวันหนึ่ง ความรักสุกงอมได้ที่ เขาพาจันตาเข้าโรงแรม...

          หลังจากนั้นจันตาก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป...จากที่เคยมาหาวันเว้นวัน เขาเริ่มอ้างงาน จนกระทั่งเขาหายไปเป็นเดือน จันตาให้พ่อพาไปหาเขาถึงในค่าย...ที่นั่นจันตาพบว่า เขามีเมีย มีลูกชายหญิงอย่างละคน...ซึ่งเมียของเขารับราชการอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดของเขา

          ตอนนั้นโลกทั้งใบถล่มลงมา ความหวังที่จะได้เป็นคุณนายนายทหาร ยกระดับชีวิตพังครืน...แต่ที่โหดร้ายหนักกว่านั้นคือ จันตาตั้งท้อง พอเขารู้เรื่อง เขาก็บอกว่า “ทางเดียวที่จะช่วยได้ คือให้เงิน ไปทำแท้ง”

          พ่อรับเงินของเขามาแล้ว ก็บังคับจันตาไปทำแท้งตามความต้องการของเขา หลังจากนั้นก็ให้จันตาหนีอายมาทำงานอยู่ที่ตลาดอุตรดิตถ์ ความงามของจันตานั้นนำความยุ่งยากมาสู่จันตาอีกครั้ง เมื่ออาเฮียลูกชายเจ้าของร้านซึ่งมีเมียอยู่แล้วพยายามเข้าหา...ดีแต่ว่าอาซ้อมาเห็นซะก่อน แต่ถึงกระนั้น   อาซ้อก็กล่าวหาจันตาว่าให้ท่าอาเฮีย...
 
          อาซ้อให้จันตาย้ายไปทำงานอยู่ที่บ้านของญาติคนหนึ่ง จนกระทั่งอาม่าจากชุมแสงไปเยี่ยมญาติคนนั้น...บุญกุศลที่จันตาทำไว้แต่ชาติ ปางไหน จันตาก็ไม่อาจเดาได้ ทำให้ความทุกข์ของจันตาคลายลงไปได้มาก

          อา ม่าเป็นคนจิตใจดี มีปิยะวาจา ผิดกับหญิงชราชาวจีนที่จันตาเคยพบเห็น อาม่าเข้าวัดทำบุญ ใส่บาตรทุกวัน ทำให้พลอยได้บุญ อุทิศบุญให้เลือดเนื้อที่ตนได้ทำลายทิ้งไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ...ความเจ็บ ปวดคราวนั้นจันตาไม่เคยลืมเลือน มันไม่ได้เจ็บแค่กาย แต่มันเจ็บร้าวไปทั้งหัวใจ...

          จันตาสาบานกับตนเองว่า จะไม่เผลอใจไปรักใครและไว้เนื้อเชื่อใจผู้ชายหน้าไหนง่าย ๆ อีก...

          กระทั่ง ได้เจอกับพระประสงค์ซึ่งดูดีมีสง่าราศีเพราะบุญผ้าเหลืองจับ แต่ถึงกระนั้นจันตาก็บอกกับตัวเองว่า จะปล่อยใจให้เขาไปอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ แต่พอได้เห็นกันทุกวัน จันตาก็เริ่มหวั่นไหว แต่ผ้าเหลืองที่ขวางกั้นอยู่มันก็ยากที่เขาจะเผยความรู้สึกออกมาตรง ๆ แต่จันตาก็รู้ว่ามีความเสน่หาจนล้นหัวใจของพระ

          กระทั่ง มีข่าวลือว่า เขาจะต้องสึกแล้วไปแต่งงานกับคู่หมั้นของพี่ชายที่พาเมียตั้งท้องอ่อน ๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน จันตายอมรับกับตัวเองว่ารู้สึกเจ็บแปลบกับใจที่วูบวาบไปความรัก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร

          ความ สวย ความสาวและวัยของจันตา ก็คงจะทำให้มีโอกาสเจอคนดี ๆ อย่างที่อาม่าบอกไว้...ส่วนจะเป็นใครนั้น จันตาก็ได้แต่ภาวนาระหว่างทำบุญสวดมนต์กับอาม่าว่าขอให้พบเจอ คนเป็นโสด คนดี และคนที่รักเธอจริง ๆ ส่วนอดีตของเธอที่อุตรดิตถ์นั้น จันตาสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เผลอเล่าให้ใครล่วงรู้แล้วหัวเราะเยาะอย่างเด็ด ขาด!
 


          ประสงค์ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบอยู่เงียบ ๆ เขาอ่านหนังสือได้ทุกประเภท เขาเป็นคนช่างคิดช่างฝัน ดังนั้นตอนที่เขาบวชอยู่วัด เขาจึงไม่  ย่อท้อต่อการอ่านพระไตรปิฎกหรือท่องหนังสือสวดมนต์...

          ถ้าไม่พบจันตา เขาก็รู้สึกว่าบวชแล้วจิตใจสงบดี เห็นหนทางพ้นทุกข์...แต่พอจันตาเข้ามาในครองจักษุ...ประสงค์ก็ระลึกรู้ซึ้งกับคำว่า ‘มารผจญ’ ทำให้ใจจิตใจ ทำให้ผ้าเหลืองร้อนรุ่มนั้นเป็นเช่นไร...

          แผนชีวิตถูกกำหนดขึ้นภายในใจ...ว่าหลังคัดเลือกทหารแล้ว หลังจากที่ปฐมแต่งงานกับพิไล เขาจะให้แม่ไปสู่ขอจันตาให้กับเขาบ้าง แต่คำกล่าวที่ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน หรือที่เรียกว่า ‘อนิจจัง’ นั้นก็ยังเห็นเป็นจริง...

          หลังจากที่รู้ว่าจะต้องตัดใจจากจันตาเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับพิไล ประสงค์ที่ลาสิกขากลับมาอยู่บ้าน ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ...หลับตาทีไรก็เห็นแต่ภาพดวงหน้างดงามนั้นเศร้าสร้อย เพราะมีเขาเป็นต้นเหตุ...

          เพื่อให้ความรู้สึกผิดบาปในใจนั้นคลาย ระคนกับบังคับ ‘ความคิดถึง’ ไม่ให้บังเกิดในดวงจิตไม่ได้ พอได้จังหวะ เขาจึงบอกกับบุญปลูกว่า จะออกไปร้านหนังสือที่อยู่อีกซอย

          ประสงค์ เดินมาหยุดที่หน้าร้านสังฆภัณฑ์ ซึ่งอยู่คนละซอยกับบ้านของเขา...สอดสายตาเข้าไปในร้าน เด็กในร้านเดินออกมารับหน้า...ประสงค์ไม่อ้อมค้อม...

          “จันตาอยู่ไหม”

          “อยู่หลังบ้าน อาเฮียมีอะไรกับเขารึ”

          “ขอพบเขาหน่อย ตามเขามาหาเฮียหน่อย”

         เด็ก สาวหายไปอึดใจ จันตาที่อยู่ในชุดผ้านุ่งสีชมพูเสื้อสีลูกไม้สีขาวก็เดินออกมา...หญิงสาว ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นหน้าเขา...สายตามีคำถามว่า เขามีธุระอะไรกับตน...

          “จันตา” เป็นครั้งแรกที่ประสงค์มีโอกาสมองจันตาจนเต็ม ๆ ตา ส่วนจันตานั้นพยายามหลบสายตาของเขาเช่นเดิม เพราะถึงสบตาของเขาไป อนาคตมันก็ยากจะเปลี่ยน สู้ทำให้เขาเห็นว่า เธอยังอยู่ดีมีสุข และไม่ได้เจ็บปวดกับการที่เขาจะแต่งงานเสียดีกว่า 

          “คือ...เฮีย เอ่อ”

          “เฮียจะแต่งงานเมื่อไหร่” จันตาเป็นฝ่ายทำลายความกระอักกระอ่วนใจของเขา

          “จันตา คือ...เฮีย”

          “ดีใจด้วยนะ สึกปุ๊บก็แต่งงานเลย จะเข้าไปคุยกับอาม่าไหม...เมื่อกี้อาม่ายังบ่นถึงอยู่เลย” จันตาพูดยืดยาวและดูเป็นกันเอง ดูเป็นน้องเป็นพี่...ประสงค์ส่ายหน้าเบา ๆ ...ยังไม่ทันที่เขาจะคิดทำอะไรต่อ...เสียงกระดิ่งจักรยานก็ดังขึ้น... ประสงค์หันไปทางต้นเสียง ก็พบกมลเป็นคนทำให้เสียงกระดิ่งนั้นดัง...

          “มาทำอะไรแถวนี้เฮีย” เขาเบรกจนล้อมีเสียงดังเอี๊ยด...

          “เอ่อ”

          กมลหันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่กับพี่ชาย...พอเดาออกว่า พี่ชายคงจะมาหาสาวงามที่หนุ่มชุมแสงเอาไปร่ำลือว่าสวยบาดจิตบาดใจ...

          “ลื้อจะไปไหน มาทำอะไรแถวนี้”

          “ออกมาหาก๋วยเตี๋ยวกิน...ไปกินด้วยกันไหม”

          “ดีเหมือนกัน”

          “งั้นซ้อนท้าย...เร็ว หิวไส้จะขาดแล้ว”

          “ร้านหัวมุมนั้นใช่ไหม เดี๋ยวเดินตามไป...ไปก่อนเลย”

          กมลยิ้มให้หญิงสาวที่พอรู้อยู่บ้างว่า ชื่ออะไร มาจากจังหวัดไหน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจจะจีบ...เพราะตัวเขาเองยังไม่ได้บวช ยังไม่ได้เกณฑ์ทหาร มีคนรักไปตอนนี้ ก็เสียเวลาเปล่า...สู้ทำงานช่วยเตี่ยช่วยแม่ไปก่อนดีกว่า

          และที่สำคัญเขารู้ว่า แม่ไม่มีทางให้เขา มองผู้หญิงที่มีฐานะต่ำต้อยเป็นแค่เด็กในร้านอย่างแน่นอน...

          แต่ว่าเจ้าหล่อน ก็สวยสมคำร่ำลือจริง ๆ ...
         
          กมลเคลื่อนรถจักรยานออกไปแล้ว ประสงค์ก็หันมาถามจันตาว่า “ออกไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันได้ไหม”

          จันตาส่ายหน้าเบา ๆ ...

          “ถ้าซื้อเอามาให้ละ ก๋วยเตี๋ยวแห้งใส่ห่อ หรือเป็นขนม จะรับได้ไหม”

          “อย่าดีกว่า อยู่ที่นี่มีของกินเยอะแยะ แล้วอีกอย่าง  เฮียกำลังจะแต่งงาน เฮียเข้าใจที่ฉันพูดนะ”

          “พอเข้าใจ”

          “ฉันขอตัวก่อนนะ...ทิ้งอาม่าไว้คนเดียว ไม่ดี” ว่าแล้วจันตาก็เดินกลับเข้าหลังร้านไป ประสงค์มองตามไปแล้วถอนหายใจออกมา เรื่องหัวใจของเขากับจันตาก็เป็นอันสรุปว่า ‘เราไม่มีวาสนาต่อกัน’

 
          ประสงค์กลืนเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ลงคอ...ผิดกับกมลที่ต่อชามที่สามไปแล้วและมี แนวโน้มว่าจะต่ออีกชาม...ประสงค์เหล่ตามองน้องชายคนรองจากตนแล้วส่ายหน้าเบา ๆ

          “เฮีย ถามอะไรหน่อย...เฮีย ชอบ แม่ดอกเอื้องเหนือคนนั้นเหรอ”

          “ก็น่ารักดี”

          “ถ้าไม่ได้ถูกบังคับแต่งกับเจ๊พิไลนี่กะว่าจะเอาจริงใช่ป่ะ”

          ประสงค์ถอนหายใจอย่างแรงแล้วก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม...เขาบอกกับกมลว่าขอตัวไป ดูหนังสือก่อน ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินข้ามถนนไป...กมลมองตามพี่ชาย...เบนสายตาไปที่ ร้านข้าวเม่าทอด...หลังจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวเขาก็เดินไปนั่นทันที

          “น้ำมันบัวหมดยั้งป้า”

          “แหม จ้องแต่จะขายของของตัวเอง ไม่คิดจะช่วยป้าซื้อบ้างเลยเหรอ”

          “เย็นแล้ว ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งปะละ...ถ้าให้ได้ เอาแพนึง” หนึ่งแพมีสามลูก...มีแป้งเทินอยู่ข้างบน...

          “แถมให้ลูกนึงแล้วกันนะ...ช่วย ๆ กันไป”

          ระหว่างแม่ค้าจัดข้าวเม่าใส่กระทง กมลก็หยิบเศษแป้งมา กัด  กรุบ ๆ ...

          “นี่ ถามอะไรหน่อยซิ...ศึกในบ้านเป็นอย่างไรบ้าง ไปถึงไหนแล้ว”

          “มีอะไรที่ป้าจะยังไม่รู้อีกรึ...จริง ๆ ผมต้องถามป้ามากกว่า เรื่องในบ้านผมน่ะ ไปถึงไหนแล้วมากกว่า” น้ำเสียงทีเล่นทีจริงทำให้ คู่สนทนาต้องค้อนให้
          “แหม คารมพ่อก็เนอะ”

          “แถมให้ผมอีกลูกนะ ผมจะบอกป้าให้หมดเลยว่าที่บ้านของผมมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

          นางแม่ค้ารีบหยิบกล้วยอีกลูกใส่กระทงให้ แต่ถึงกระนั้นกมลก็ยังไม่ยอมจ่ายเงิน เขาก็ยังคงคว้าเศษแป้งเคี้ยวเล่นหน้าตาเฉย กระทั่งนางแม่ค้าส่งสายตาวาว เขาก็เลยยิ้มแล้วบอกว่า

          “ซ้อใหญ่ไปอยู่บ้านหลังโรงสี ช่วยคุมคนงานเลี้ยงหมู ซ้อรองกำลังจะแต่งเข้าบ้าน มีเรือนในตรอกเป็นเรือนหอ  ตั่วเฮียกลับเข้าค่ายไปแล้ว เฮียรองก็สึกมาช่วยม้าอยู่ที่ร้าน ผมก็ช่วยเตี่ยอยู่ที่โรงสี ทำงานหนักแทบไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน ไม่ได้ไปเที่ยวจีบสาวที่ไหนได้เลย... ส่วนอาสี่ก็เรียนอยู่ที่ปากน้ำโพ ก็มีแค่นี้”

          “แล้วซ้อคนสวยนั่นอีทนเลี้ยงหมูได้รึ แต่งตัวสวยเสียขนาดนั้น เล็บมืองี้ทั้งยาวแล้วก็ทาสีแดงซะน่ากลัว”

          “ทนได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ อีเป็นคนสะอาดเกินคน สะอาดจนเตี่ยตะลึง”

          “สะอาดอย่างไร”

          “ก็พออีย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังโรงสี อีก็เก็บกวาดจัดวางของใช้ที่กองสุม ๆ ไว้จนเป็นระเบียบเรียบร้อย หญ้ารอบ ๆ บ้านอีดายเกลี้ยง น้ำเต็มโอ่งทุกโอ่ง...เสื้อผ้าชุดทำงานของเตี่ย ของอั๊ว อีก็เก็บมาซักให้หมด...นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าอีจะเป็นคนแบบนี้”

          “ตอนแรกป้าก็นึกว่าจะสวยแต่รูป ไม่น่ากลับตาลปัตรไปได้เนอะ...แล้วนี่ แม่ย้อยไม่นึกเอ็นดูขึ้นมาบ้างรึ”

          “ไม่รู้เหมือนกัน ช่วงนี้ยังยุ่ง ๆ เตรียมงานแต่งเฮียตง ก็เลยไม่มีเวลามาสนใจใคร...แต่หมดเรื่องยุ่ง ๆ แล้ว บางที บ้านแบ้ของผมอาจจะมีเรื่องให้ป้าเก็บมาคุยกันเล่นอีกก็ได้...ป้าอดใจรออีก นิดนะ”

*******


Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #4 on: 29 February 2020, 13:00:44 »

ตอนที่ 5 : ตะโก้เผือก


         ๕


         พอเห็นจานใส่ห่อขนมจำนวนสิบห่อวางอยู่บนโต๊ะบัญชี นางย้อยที่เดินออกมาจากในครัวหลังบ้านก็ถามบุญปลูกว่า

          “ขนมอะไร ใครเอามาวางตรงนี้”

          “เฮียซาเอามา บอกว่า เอามาให้เถ้าแก่เนี้ยชิม”

          “แล้ว มันไปไหนแล้ว” ปกติแล้วกมลและเจ๊กเซ้งจะกลับมานอนที่ชั้นบนของร้านนี้...นอกเสียจากช่วงหมู ออกลูกก็จะต้องผลัดกันไปนอนเฝ้าระวังไม่ให้แม่หมูนอนทับลูกหมู เพราะไม่ไว้ใจคนงาน...พอเช้ามา หลังจากไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูงที่ร้านกาแฟตรงตลาดสด เจ๊กเซ้งก็รีบไปที่โรงสี  ส่วนกมลนั้นจะตื่นสายหน่อย เขาจะไปโรงสีพร้อมปิ่นโตใส่ข้าวเช้า  ข้าวกลางวันของเตี่ยและของเขา ส่วนประสงค์ที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวในอีกไม่ กี่วันข้างหน้า นางย้อยให้เฝ้าหน้าร้านเพราะตนเองนั้นยังวุ่นวายกับการเตรียมของใช้ในงาน แต่ง

          “ขี่จักรยานกลับโรงสีไปแล้วจ้ะ”

         นาง ย้อยทรุดตัวลงนั่ง หยิบห่อขนมมาดึงไม้กลัดออก...พบว่าเป็นตะโก้เผือกหน้ากะทิมันย่องชวนให้ น้ำลายไหล...บุญปลูกที่สังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ รีบบอกว่าจะไปเอาช้อนมาให้ พอได้ช้อนแล้วนางย้อยก็ค่อย ๆ ละเลียดขนมหวานเข้าปาก...กระทั่งหมดไปสามห่อ

          ”รสชาติใช้ได้กลมกล่อมดี อาซามันซื้อของใครมา”

         บุญปลูกส่ายหน้า...ก่อนจะรับส่วนที่เหลือไปแบ่งปันให้ประสงค์ กับ ป้อม...



          วัน ถัดมา ช่วงสาย ๆ บนโต๊ะบัญชีมีขนมเปียกปูนใบเตยโรยมะพร้าวทึนทึกขูดอยู่อีกสิบห่อ...นางย้อย นิ่วหน้า...บุญปลูกบอกว่า กมลนำมาและก็กลับไปแล้ว หลังชิมนางย้ายก็รู้สึกว่าอร่อยถูกปาก จึงจัดการหมดไปสามห่อ...

          วันนั้นอึดใจใหญ่ ๆ ที่หน้าร้านก็ปรากฏร่างของแม่ค้าขายขนมข้าวเม่าทอด...นางถือหม้อมาแบ่งซื้อ ‘น้ำมันบัว’ สำหรับ ทอดขนม ๓ กิโลกรัม ระหว่างรอบุญปลูกเทน้ำมันจากปี๊บชั่งกิโลให้ นางก็เดินมาจ่ายเงินที่โต๊ะ นางย้อย ...พอเห็นห่อขนม นางก็พูดว่า

          “ขนมของแม่เรณูรสชาติใช้ได้เลยเนอะ”

          “อะไรนะ!” นางย้อยถามเสียงเข้ม สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

          “ขนมของแม่เรณู รสชาติถูกปากไหม” ใบหน้าคนถามนั้นยังแช่มชื่น

          “ขนมแม่เรณู” นางย้อยชักสีหน้าว่าไม่เชื่อหูตัวเอง

          “ใช่ขนมเปียกปูนใบเตยหรือเปล่าละ...ฉันว่าฉันจำสีใบตองจำความยาวของไม้กลัดได้”

          “ใช่...แล้ว อะไร อย่างไง ฉันงง”

          “อะไร อย่างไง งงอะไร ฉันก็งงเหมือนกัน”

          “คือ ลื้อรู้ได้ไง ว่านี่เป็นขนมของแม่เรณู...เอ๊ย อีเรณู”

          “ก็เมื่อเช้า แม่เรณู เขามาเอาเดินแจกให้ชิมจนทั่วตลาด”

          “แจกให้ชิม” นางย้อยไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

          “ก็เขาอยากให้คนกิน ติชม กันก่อนจะทำขาย เห็นว่าอย่างนั้น...แม่ย้อยไม่รู้หรือไง”

        ทีนี้เอง อารมณ์ของนางย้อยก็พลุ่งพล่านขึ้นมา...เพราะมันไม่ใช่แค่เรณูที่ ‘ลูบคม’ แต่มันรวมถึงคนของนางที่อยู่ทางโรงสีนั้นด้วย... นางย้อยเชิดหน้าขึ้นแล้วถามว่า 

          “เอาแค่น้ำมันบัวใช่ไหม แป้ง น้ำตาล เอาอีกรึเปล่า”

          “ยังหรอก ยังมีอยู่ เอาแค่น้ำมัน”

         นางย้อยรีบบอกจำนวนเงิน นางแม่ค้าข้าวเม่าส่งแบงก์สิบมาให้ นาง ย้อยหยิบเงินทอน แล้วก็เปิดสมุดบัญชีเหมือนว่ามีงานต้องสะสางอย่างเร่งด่วน...พอนางแม่ค้าฯ เดินกลับไป นางย้อยก็เรียกหาบุญปลูกที่หลบไปจัดของช่วยลูกค้าอยู่กับประสงค์ที่หน้า ร้าน

          ”อีปลูก มึงมาเอาขนมที่เหลือนี่ไปทิ้งให้หมามันแดกให้หมด”

         บุญปลูกทำหน้าแหย ๆ ปนรู้สึกเสียดาย

          “แต่ถ้ามึงจะแดกแทนหมาก็เรื่องของมึงนะ ...อาตง ๆ ลื้อมาเฝ้าเก๊ะซิ ม้าจะไปโรงสีหน่อย”

        หลังนางย้อยเดินลับตาไปแล้ว บุญปลูกกับป้อม มองขนมในจานด้วยสีหน้าว่า จะแดกแทนหมาดีไหม?

 
        พอ เห็นแม่กางร่มเดินฉับ ๆ มาแต่ไกล กมลก็บอกกับคนงานว่า “ถ้าม้าถามถึง ก็บอกว่า อั๊วไปไหนไม่รู้นะ” ว่าแล้วเขาก็ผละไปซ่อนตัว...

        นางย้อยเดินมาถึงก็กวาดตามองหาลูกชาย แต่ก็หาไม่เจอ...แต่นางเห็นว่าจักรยานคู่ใจนั้นจอดอยู่...ส่วนตาผัว นางย้อยเดาว่า คงอยู่ที่เล้าหมูเพราะเมื่อคืนเขาบอกว่า หมูท้องแก่จะออกลูก...

          “ไอ้ซามันหายหัวไปไหน”

        คนที่อยู่ตรงนั้นมองหน้ากัน เป็นบื้อเป็นใบ้

          “กูถามว่าไอ้ซามันหายหัวไหน  ทำไมไม่มีใครตอบ...”

          “อาซา...เอ่อ...ไปไหนวะ”

          “ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อกี้ยังเห็นอยู่เลย...ไปไหนเสียแล้วละ”

          “ไอ้ซา! ไอ้ซา! ไอ้ซา” นางย้อยตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องจักร...แต่ว่าก็ไร้เงาของลูกชาย นางถอนหายใจอย่างแรง...แล้วก็เดินฉับ ๆ ไปทางหลังโรงสี...ไปถึงเรือนพักที่ให้ลูกชายคนโตพาเมียมาอยู่ก็เห็นว่าเงียบ เชียบ...แต่ที่สะดุดตานางย้อยคือ บริเวณนั้น ตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงตัวเรือนทรงเพิงหมาแหงนยกพื้นสูงแค่เอว กั้นห้องไว้สาม สี่ห้องนั้นเอี่ยมโล่งดูสบายตา...

          ข้าวของที่เคยระเกะระกะที่ใต้ถุนเตี้ย ๆ นั้นก็ถูกจัดวางเป็นระเบียบ พื้นใต้ถุนปราศจากเศษใบไม้ใบหญ้าขยะมูลฝอย...พอเดินไปด้านหลังที่ต่อหลังคา ยื่นมาทำเป็นครัว...นางย้อยก็เห็นหม้ออะลูมิเนียมที่แขวนอยู่ตูดมันเลื่อม ...ถ้วยชามบนชั้นก็วางคว่ำเป็นระเบียบ ที่รอบ ๆ เตาก็เอี่ยมสะอาดไม่มีขี้เถ้า ไหสำหรับดับถ่านที่วางอยู่ติดกับปี๊บใส่ถ่านรวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ ทุกอย่างนั้นก็ดูวางได้เหมาะเจาะลงตัว...

          “อีเรณูมันหายไปไหนของมัน” นางย้อยหมุนคว้างไปจนทั่ว...มองไปทางบ้านคนงานก็เห็นแต่นังผู้หญิงที่มี หน้าที่เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่นั่งไกวเปลอยู่...นางย้อยมองไปในสวน...เห็นว่าทาง ทิศเหนือลม มีกระท่อมสร้างใหม่เกิดขึ้นอีกหลัง...นางย้อยเดินไปทางนั้นทันที...พอเข้าไป ใกล้นางย้อยก็ได้กลิ่นควันไฟ กลิ่นหอมของขนมลอยมาปะทะจมูก...พอเดินไปถึง ก็กลับพบนางแจ่มเมียคนงานคนหนึ่ง นั่งอยู่บนร้าน โดยนางแจ่มก็มีหน้าที่ช่วยเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เหมือนกัน ส่วนเรณูนั้นยืนอยู่...

          พอเห็นนางย้อย เรณูก็ยิ้มหวานให้...นางย้อยเดินหน้าบึ้งเข้าไปหา...

          “ม้า” เรณูเอ่ยทัก...

          นางย้อยรู้สึกเหนื่อยที่จะทะเลาะกับเรณู...แต่ถ้านิ่งเฉย ก็จะกลายเป็นว่านาง ‘ยอมรับ’ ว่าเป็น ‘ม้า’ เป็นแม่ผัวของเรณูเสียอีก...

          “กูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาเรียกกูว่า ม้า ว่า แม่”

          “แล้วจะให้เรียกว่าอะไรละจ๊ะ”

          นั่นซิจะให้เรียกว่าอะไร...คิดอยู่อึดใจ นางย้อยก็บอกว่า “เรียกอย่างที่อีปลูกมันเรียกแล้วกัน”

          “เรียกว่าอะไรละจ๊ะ” น้ำเสียงและสีหน้านั้นดูไร้เดียงสาปนอวดดื้อจนน่าหมั่นไส้

          “อีแจ่ม มึงบอกมันไปซิ ว่าพวกมึงกับอีปลูกเรียกกูว่าอะไร” นางย้อยหันไปเอ็ดตะโรให้เมียคนงาน...

          “ฉันกับคนอื่น ๆ เรียกเถ้าแก่เนี้ยจ้ะซ้อ”

          “อีแจ่ม! ใครสอนให้มึงเรียกมันว่าซ้อ...ไอ้ซาไม่ได้บอกพวกมึงหรือไงว่าอีนี่ มันไม่ใช่ลูกสะใภ้กู”

          แจ่มหดหัว...ไม่กล้าสบตา...

          “จำไว้เลยนะ พวกมึงอย่าให้กูได้ยินว่าใครเรียกอีนี่ว่าอาซ้อเด็ดขาด...เพราะมันเป็นแค่ นางบำเรอลูกกู...จะเรียกอะไรก็เรียกไป...รู้ไหม” นางย้อยประกาศกร้าว...เรณูไหวไหล่ส่ายหัวน้อย ๆ แล้วหันกลับไปเปิด ‘ลังถึง’ ที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า ‘ซึ้ง’

          เห็นอาการกวนประสาทของเรณูดังนั้นนางย้อยก็เชิดหน้าขึ้น...     “อีเรณูมึงทำอะไร”

          “ทำขนมจ้ะเถ้าแก่เนี้ย”

          “ขนมอะไร”

          “ขนมตาลจ้ะเถ้าแก่เนี้ย”

          “มึงเอาลูกตาลมาจากที่ไหน”

          “ญาติของแจ่มที่อยู่เกยไชยเอามาให้จ้ะ เถ้าแก่เนี้ย” เรณูยังคงหันหลังยืนมองลังถึงบนเตาที่โชยกลิ่นหอมออกมา...โดยหญิงสาวมั่นใจ ว่าเดี๋ยวระเบิดได้ลงอีกลูกหนึ่งแน่ ๆ ...

          “อีณู! กูคุยกับมึง มึงก็หันมาคุยกับกูซิ”
 
         ริมฝีปากของเรณูเบะออกหลังจากที่เดาอารมณ์ของนางย้อยถูก...หญิงสาวเกลื่อนสีหน้าให้เป็นเหมือนสลด แล้วหันกลับมา

          “จะคุยกับฉันหรือจ๊ะ เถ้าแก่เนี้ย”

          “กวนประสาทจริง ๆ นะมึง”

        ตอนนั้นแจ่มเห็นท่าไม่ดี จึงค่อย ๆ กระเถิบลงจากร้าน แล้วก็ย่องกลับที่อยู่ของตน...

        เรณูทำเหลือกตามองข้างบน ทำหน้าไม่เข้าใจที่นางย้อยพูด...

          “กูอยากรู้ว่า มึงถือดีอย่างไรถึงได้มาปลูกกระท่อมตรงนี้...ใครอนุญาตให้มึงปลูก”

          “เถ้าแก่กับคุณชายซาให้คนงานปลูกให้จ้ะเถ้าแก่เนี้ย”

          “ทำไมถึงต้องทำให้มึง”

          “ก็ตรงนี้มันอยู่เหนือลม แล้วมันก็ไกลจากโรงสี ไกลจากคอกหมู...ทำ ขนมใกล้ ๆ ขี้หมู ใกล้ ๆ กับฝุ่นละอองใครเขาจะไปกินลงละจ๊ะ...นี่หนูก็บอกกับคนในตลาดว่า โรงงานผลิตขนมของหนู สะอาดเอี่ยม แม้จะอยู่ใกล้กับสิ่งโสโครกก็ตามที แล้วถ้าใครไม่เชื่อก็มาดูได้เลย หนูพร้อมเปิดโรงงานให้ดูขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนความ”

        นางย้อยรู้สึกเหนื่อย...

          “แล้วนี่มึงเอาทุนที่ไหนไปทำขนมแจกเขา...หน้าใหญ่ใจโต แจกให้เขากินทั่วตลาด...รวยอะไรมา”

          “ก็พอมีอยู่บ้างจ้ะ เถ้าแก่เนี้ย”

          นางย้อยก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่คอของเรณูนั้นมีทองอยู่เส้น ที่นิ้วมือก็แหวนทองอยู่วง...

          “เงินจากการขายของที่แม่มึงให้ติดตัวมึงมานะเหรอ”

          “หนู ทำงานบาร์ก็จริง แต่หนูทำงานอยู่ในครัวจ้ะเถ้าแก่เนี้ย แล้วเถ้าแก่เนี้ยรู้ไหมจ๊ะว่าที่บาร์น่ะ เป็นศูนย์รวมของผู้หญิงที่มาจากทั่วสารทิศ เพราะฉะนั้น อย่าหาว่าหนูอวดเลยนะจ๊ะ...สรรพวิชาความรู้ของหนูนี่มีเพียบ...หนูจบ ป.๔ ก็จริงนะ แต่หนูอ่านภาษาอังกฤษออก...พูดได้บ้าง ฟังพอรู้เรื่อง และที่สำคัญสำเนียงของหนูนี่เหมือนเจ้าของภาษาเพราะหนูเรียนกับเจ้าของโดย ตรง...อย่างกล้วยนี่ ฝรั่งเรียกว่า บานาน่า...มะพร้าวก็ โคโคนัท กระท่อมนี่เรียกว่า ฮัท สรรพนามแทนตัวหนูนี่ ไอ และแทนตัวคนที่คุยด้วย อย่างเถ้าแก่เนี้ย ที่กำลังคุยอยู่กับหนู คือ ยู...เยส โน โอเค อันเดอร์สแตน หนูพอฟังออก แล้วเพลงอังกฤษ หนูก็ร้องได้นะ...อยากฟังไหมจ๊ะ หนูจะร้องให้ฟัง...เอาเพลง ไฟว์ ฮันเดรส ไมล์ (๕๐๐ Miles by Joan Baez) แล้วกันเนอะ”

          นางย้อยได้ยินดังนั้นก็แบะปากให้... “ไม่ต้อง ๆ ...เชื่อที่มึงโม้ กูก็ออกลูกเป็นควายแล้ว”

          “เล่าให้ฟัง จะได้รู้จักกันมากขึ้น ก็หาว่าหนูตอแหลอีก”

          “กูยังไม่ได้พูดนะ ว่ามึงตอแหล มึงว่าตัวเองนะ”

          “หนูรู้ว่า โม้ กับ ตอแหล ความหมายเดียวกัน”

          “แล้วนี่ใครอนุญาตให้มึงเอาของพวกนี้มาใช้...กูจำได้ว่ามันเป็นของ ของกู” นางย้อยรีบเปลี่ยนเรื่อง...

          “แล้วจะให้มันอยู่เฉย ๆ ทำไมละจ๊ะ...เอาออกมาใช้ เอาออกมาขัด แล้วเห็นไหมว่ามันดูมีค่าขึ้นแค่ไหน”

          “แต่มันเป็นของของกู มึงต้องขอกูก่อนถึงจะถูก...ไม่ใช่ลักมาใช้แบบนี้”

          “งั้น หนูขอยืมของพวกนี้ใช้เลยแล้วกันนะจ๊ะ...แตงค์กิ้ว...เอ๊ย ขอบคุณจ้ะ” ว่าแล้วเรณูก็ยกมือพนมระดับอกแล้วค้อมหัว นางย้อยส่ายหน้าเบา ๆ ...

          “อุ๊ย ขนมตาลสุกพอดีเลย...เถ้าแก่เนี้ยต้องชิมให้หนูหน่อยนะจ๊ะ หนูอยากรู้ว่า ฝีมือหนูมันใช้ได้ไหม”

          “ไม่ชิม”

          “ว้า...นะ จ๊ะ ช่วยชิมให้หนูหน่อย...หนูอยากรู้ว่าฝีมือของหนูจะถูกปากถูกลิ้นคนชุมแสงหรือ เปล่า...ช่วยชิมแล้วติชมหน่อยได้ไหมจ๊ะเถ้าแก่เนี้ย ทำออกขายจริง ๆ จะได้มีแต่คนติดใจรอกิน”

          นางย้อยถอนหายใจอย่างแรง รู้สึกว่ายิ่งคุยกับ ‘อีนี่’ ก็ ยิ่งเหนื่อย ...หน้ามันไม่สลด ด่ามันก็ไม่เจ็บ จะว่ามันโง่มันก็ฉลาดเป็นกรด...แล้วนางย้อยก็คิดว่า ทำไมปฐมถึงได้ตาต่ำ ดูไม่ออกว่าเมียมันไม่เต็มบาทหรือเกินบาท...    คิดได้ดังนั้นนางย้อยก็ชักสีหน้าเหน็ดเหนื่อยใจ...ฝ่าย เรณูนั้นก็หันไปยกลังถึงชั้นบนลงมาวางบนแคร่ไม้ไผ่ที่มีกระทงใบตองที่แช่ม นั่งเย็บไว้ให้...สีสันและกลิ่นนั้นทำให้นางย้อยรู้สึกน้ำลายไหล อยากลิ้มรส แต่นางย้อยก็ทำได้เพียงพูดว่า 

          “ไม่ต้องเอามาให้กูชิมนะ กูไม่กินของมึงหรอก แล้ว เวลามึงทำอะไร ก็ไม่ต้องให้ไอ้ซามันเอาไปให้กูกินอีก...ถ้าเอาไป กูจะเทให้หมามันกินให้หมด...  รู้ไหม”

          “ทำไมละจ๊ะ ทำไมไม่กินของที่หนูทำ...เถ้าแก่เนี้ยก็เห็นว่า โรงงานทำขนมของหนูสะอาดสะอ้านแค่ไหน” เรณูจงใจใช้คำว่า ‘โรงงาน’ ให้มันดูใหญ่โตเกินจริง และดูว่างานนี้เธอเอาจริงแน่ ไม่ใช่ทำเล่น ๆ
 
          “กูเกลียดมึงนะซิ อีนี่ ถามอะไรโง่ ๆ” ว่าแล้วนางย้อยก็หันหลังเดินกลับไปยังโรงสี...

          เรณูเหยียดยิ้ม...แล้วก็ถอน หายใจออกมา ใจนั้นคิดว่า เธอจะต้องทำให้นางย้อยใจอ่อน ยอมรับเธอเป็นลูกสะใภ้ เป็น ‘อาซ้อ’ ให้ เหมือนกับที่เจ๊กเซ้งและกมลยอมรับ จนกระทั่งให้ความร่วมมือให้คนงานสร้าง กระท่อม รวมถึงจัดหาของใช้สอย อุปกรณ์ วัตถุดิบทำขนมบางอย่างที่มีอยู่ในร้านของนางย้อยมาให้เพิ่มเติม หลังจากที่เธอปรึกษา บอกเล่าถึงแผนชีวิตของตน
 
 
          เดิน กลับมาถึงโรงสี นางย้อยก็เห็นเจ๊กเซ้งกับกมลกำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน...ส่วนพวกคนงานก็ แยกย้ายกลับไปกินข้าวที่บ้านพัก บ้างก็กินข้าวที่ใส่ปิ่นโตมาจากบ้าน...

          พอเห็นแม่เดินหน้าตามุ่ยกลับมา กมลก็ยิ้มกว้างต้อนรับ...ทั้งที่   หวั่นใจเกรงว่าเรณูจะพาดพิงเรื่องที่ตัวเอง ‘ขโมย’ ของจากที่ร้านมาให้ทำขนมให้ตนได้กินและเตรียมออกขายในเร็ววันนี้

          “ไอ้ซา...มึงกับกูมีเรื่องต้องคุยกันยาว”

          “กินข้าวมายั้งม้า...เที่ยงพอดีเลย กินด้วยกันก่อน นั่ง ๆ” กมลทำเป็นใจดีสู้เสือ

          “หงุดหงิด ไม่หิว”

          “หงุดหงิดเรื่องอะไร”

          “ก็ มึง กับเตี่ยมึงนะซิ สมรู้ร่วมคิดกันหลอกกู...เฮียนะเฮีย รู้ทั้งรู้ว่า ฉันเกลียดมัน เฮียก็ยังไปญาติดีกับมัน ทำแบบนี้มันเท่ากับตบหน้าฉันนะเฮีย”

          “ตบหน้าอะไรอาย้อย อีก็เป็นเมียอาตี๋ใหญ่ อุ้มท้องหลานให้เรานะ”

          “มั่นใจได้อย่างไรว่า ลูกในท้องมันเป็นหลานเรา...ออกมาเป็นลูกฝาหรั่ง แม่จะหัวเราะให้ฟันโยก แล้วจะเฉดหัวมันออกไปจากชุมแสงทันที”

          “ม้า ๆ นั่งก่อน...กินน้ำก่อน...อย่าไปพูดถึงเรื่องที่มันยังไม่เกิดขึ้นเลย” กมลลุกขึ้นไปดึงแขนแม่มาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่อยู่หัวโต๊ะ...เจ๊กเซ้ง
นั้นเปิบข้าวกับปลาทอดจิ้มพริกน้ำปลาใส่หอมซอยต่อ...

          “ไอ้ซา...กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่า ไม่ให้คนอื่นเรียกอีเรณูว่าอาซ้อ”

          “บอกผม บอกให้ผมบอก พี่ ๆ น้อง ๆ เท่านั้นนี่ม้า”

          “พวกคนงานก็ด้วย ห้ามเรียกมันว่าอาซ้อ มึงนี่กวนประสาทกูจริง”

          “ครับ ต่อไปคงไม่มีใครเรียกเขาว่าซ้อแล้ว”

          “แล้วมึง น่ะ กล้าดีอย่างไร เอาขนมของมันไปหลอกให้กูกินถึงสองวัน”

          “หลอกที่ไหน...ถือไปวางไว้ให้กิน...ก็ของมันอร่อย ก็อยากให้ม้ากิน...ทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ เลย”

          “ไม่ต้องมาพูดดี”

          “ม้า...หงุดหงิดไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา...ใครรู้เข้าก็เอาไปนินทา สาวไส้ให้กากินน่ะม้า อายเขานะ”

          “กูไม่สน ไม่ต้องมาสอนกู”

          “โมโห หิวหรือเปล่าเนี่ย...กินข้าวไหม หิวข้าวแน่ ๆ เลย เดี๋ยวคดให้...กินข้าวหน่อยนะม้า” ว่าแล้วเขาก็หันไปแบ่งข้าวจากปิ่นโตใส่จานให้แม่ ข้าวสวยในปิ่นโตสองชั้นอัดมาจนแน่น อีกสามชั้นเป็นกับข้าว นางย้อยจำได้ดีว่าเมื่อเช้านางทำอะไรใส่ปิ่นโตมา...ทว่าในชามมีแกงป่าปลาเนื้ออ่อน ใส่เครื่องเคราครบ สีสันน่ากิน...ใครมันทำ?

          “แล้วแกงนี่ ใครทำมา เมื่อเช้ากูไม่ได้ทำมาให้ เอามาจากไหน”

          “เอ่อ...พี่แจ่มทำ แบ่งมาให้...ใช่ไหมเตี่ย”

          “ใช่ อาแจ่มมันทำแบ่งมาให้” เพื่อตัดรำคาญเจ๊กเซ้งจำต้องเออออไปด้วย ทั้งที่แกเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครทำมา...

        สำหรับ แก เมียกับลูกจัดหาอะไรให้กิน แกก็กิน กินอิ่ม สูบยาให้ใจเย็นแล้วแกก็ออกไปทำงานต่อ เหนื่อยก็นั่งพักสูบยา ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้งานมันสำเร็จ มีเงินมากกว่าเมื่อวาน ชีวิตของแกตั้งแต่มีเมียก็วนเวียนอยู่อย่างนี้...และตั้งแต่ลูกชายมาช่วยรับ ผิดชอบเรื่องโรงสี แกก็ไม่ค่อยได้ใช้เสียงบัญชาการอย่างแต่ก่อน นอกเสียจากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วลูกแก้ไขไม่ได้ แกถึงจะต้องลงมาดูเอง...

        พอบอกว่าเป็นของนางแจ่ม นางย้อยจึงตักกินอย่างเอร็ดอร่อย...อร่อยจนลืมกับข้าวที่ตัวเองทำมาเลย


 
          “อ้าว จะแต่งคนรอง แล้วคนโตที่ติดทหาร แต่งไปแล้วรึ แต่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” หลังจากที่นางย้อยบอกเล่าเรื่องที่ประสงค์ลูกชายที่บวชพระเพิ่งสึกมาจะแต่งงานในต้นเดือนหน้าให้รับรู้     นางศรีแม่ค้าร้านของชำที่มาจากตำบลรอบนอก ก็ซักถามถึงปฐม

          “เขามีเมียไปแล้ว” นางย้อยพูดไม่เต็มเสียงนัก

          “อ้าวเหรอ...ตั้งแต่เมื่อไหร่ละ”

          “เอาอะไรอีกไหม จะได้คิดเงิน” บนโต๊ะจะมีสมุดฉีกหรือบิล ปากกา ดินสอ วางไว้คู่กับลูกคิด...

          “แบบนี้ก็จะมีสะใภ้สองคนแล้วนะซิ...แล้วลูกชายคนที่สามละ ไปไหนรึ มาวันนี้ไม่เห็นหน้า ฉันชอบคนที่สามของพี่...ชื่ออะไรนะ นิสัยดี คุยสนุก ตลกดี” นางศรียังอยากคุย เพราะนานนับสิบวันถึงจะเอาเรือเข้าเมืองมาซื้อของไปขาย...

          “เขาชื่อซา...ซาที่แปลว่า สาม...อาซาช่วยพ่อเขาที่โรงสี ส่วนอาตงคนรอง สึกมาก็ให้มาช่วยตรงนี้ก่อน”

          “แล้วอาซามีคู่รักหรือยัง”

          “เพิ่งจะสิบแปดสิบเก้า จะรีบมีไปไหน ยังไม่ได้บวชเลย”

          “นี่แม่ย้อยกะจะให้ลูกบวชหมดทุกคนเลยรึ”

          “ฉัน เป็นคนไทย...พี่ชายฉันก็บวชก่อนออกเรือนทุกคน...ฉันก็เลยประกาศว่าก่อนจะมี เมีย ต้องบวชให้ฉันเสียก่อน คัดเลือกทหารให้เสร็จซะก่อน มันจะได้ไม่มีภาระ ห่วงหน้าพะวงหลัง” เรื่องบวชก็พออ้างได้ แต่ภาระที่ว่าจริง ๆ แล้วนางย้อยอยากเก็บลูกไว้ใช้งานมากกว่า

          “หลานสาวฉันสิบแปดพอดี...สวยด้วยนะ” นางศรี วกกลับไปยังเรื่องที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น

          “หลานสาวแม่ศรีจริง ๆ รึ” นางย้อยนึกสนุกไปด้วย เพราะคำว่า หลานสาวของแม่ศรีนั่นหมายความว่าจะต้องมีฐานะพอประมาณ เพราะ นางศรีนั้นทองหยองมีเต็มตัว แถมไม่เคยติดไม่เคยเซ็น จ่ายเงินสดทุกครั้งที่มาซื้อของไปขาย

          “หลานสาวฉันจริง ๆ สองปีก่อนก็มาคว้าตำแหน่งธิดาเจ้าพ่อชุมแสงไปครอง”

          “ถ้าอย่างนั้นก็สวยนะซิ”

          “พ่อเขาเป็นกำนัน หวงอย่างกับจงอางหวงไข่...คนเล็กด้วย” นางศรีตอบไม่ตรงคำถาม

          “แบบ นั้นอาซาฉันก็คงหมดสิทธิ์ เพราะ ลูกเจ๊กในตลาด คงไม่คู่ควร ระดับลูกสาวกำนัน มันต้องมองหาลูกเขยที่ระดับเดียวกัน รึไม่ก็พวกทำงานบนอำเภอ”

          “แหม แม่ย้อยก็พูดเกินไป...ทางแม่ย้อยนั่นแหละ จะแบ่งลูกชายไปทางนั้นได้บ้างหรือเปล่า พี่กำนันเขาอยากแต่งเข้าบ้าน...เพราะแม่เพียงเพ็ญเป็นลูกสาวคนเล็ก แกกับเมียก็หวังพึ่งพิงยามแก่เฒ่า”

          “ลูกฉัน มันก็ทำนาไม่เป็นเสียด้วยซิ”

          “แม่ย้อยก็มีที่นาแถว ๆ ชุมแสงนี่อยู่ไม่น้อยเหมือนกันไม่ใช่รึ ทำไมทำนาไม่เป็น”

          “ก็ ให้เขาเช่าเก็บค่าเช่ากินไป...ไม่มีมือไม่มีแรงจะทำหรอก” นาบางผืนของนางย้อยนั้น ได้มาเพราะเจ้าของเอามาจำนองแล้วหลุดจำนอง...ผืนเล็กบ้างผืนใหญ่บ้าง นางย้อยก็เก็บสะสมไว้ บางผืนก็ตั้งใจซื้อไว้เอง เพราะพื้นเดิมของตนเป็นลูกชาวนาเป็นเศรษฐีที่ดิน แม้จะมีร้านรวงมีโรงสี แต่มันก็ยังไม่อุ่นใจเท่ามีที่ดิน ซึ่งนับวันก็จะมีราคาสูงขึ้น...ที่นาหนองนมวัวที่สังข์พ่อยกให้นั้น ลึก ๆ นางย้อยก็ไม่ได้อยากขาย แต่ตอนนั้นอยากได้โรงสีจึงต้องยอม
ปล่อยให้น้องสาวไป...

          “แต่ว่าไปแล้ว พี่กำนันเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะที่นาหรอกนะ...แกมีโรงเลื่อย โรงเผาถ่านด้วย”

          ทีนี้เองนางย้อยตาวาว...

          “เป็นกำนัน มีที่ดิน มีโรงเลื่อย โรงถ่าน แบบนี้ลูกฉันหมดสิทธิ์”

          “มันก็ต้องลองดู...นี่ถ้าฉันไม่เห็นว่าทางนี้นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ฉันไม่ออกปากหรอกนะ...เจอเขาครั้งก่อน ฉันยังเก็บกลับไปเล่าให้นัง เพียงเพ็ญมันฟัง ว่าอาเจอผู้ชายหน้าตาดี นิสัยดี อยากแนะนำให้รู้จักกันไว้”

          “แล้วเขาว่าอย่างไร”

          “เป็นผู้หญิง จะว่าอะไร ก็เขินอายไป...อ้อนี่” ว่าแล้วนางศรีก็เปิดกระเป๋าสตางค์ ค้นหารูปถ่ายของหลานสาวมาส่งให้นางย้อย...

          “หน้าตาเขาเป็นแบบนี้...พอได้ไหม”

          “สวย คม” รูปถ่ายนั้นขนาดสองนิ้วเป็นรูปขาวดำ ถ่ายที่ร้านถ่ายรูป จึงทำผมแต่งหน้าติดขนตาเสียเหมือนดารา...นางย้อยพินิจอยู่นาน แล้วนางศรีก็พูดว่า

          “ถ้าฉันจะขอรูปของอาซากลับไปให้เพียงเพ็ญมันดูสักบาน แม่ย้อยจะว่าอะไรไหม พอมีให้ฉันบ้างไหม”

 
          “เป็นไง สวยไหม” นางย้อยเลื่อนรูปของ ‘ว่าที่’ ลูกสะใภ้อีกคนไป ‘อวด’ บุญปลูกยิ้มเจื่อน ๆ แล้วพูดสั้น ๆ ว่า “สวย...สวยดี”

          “เห็นว่าเป็นธิดาเจ้าพ่องานงิ้วชุมแสงเมื่อสองปีก่อน ลูกสาวกำนันเสียด้วย...ถ้าไอ้ซามันถูกใจ เห็นที หลังแต่งอาตง คงต้องหาทางให้ดูตัวกัน...นี่ถ้าเขาไม่ใช่เนื้อคู่กัน แม่ศรีก็คงไม่มองเห็นถึงความเหมาะสมหรอก...คนมีวาสนาต่อกันนะปลูก...เดี๋ยว เทวดาก็อุ้มสมเอง...ดูซิรู้จักกันมาตั้งนานนม เพิ่งจะมาเอ่ยปากว่าอยากได้ไอ้ซาไปเป็นหลานเขย...คงจะมองดูอยู่นานเหมือน กัน”

          บุญปลูกค่อย ๆ ถอยออกมา...นางย้อยมองตามหลังไป...ทำไมนางจะ ไม่รู้ละ ว่าบุญปลูกนั้นมีใจให้กมล แต่นางย้อยก็พยายามกำชับกำชาคนของตนว่า ถ้าจะเล่น จะหยอก ก็เอาแต่ให้พอดี อย่าให้เกินคำว่า พี่น้องจนฝ่ายหญิงคิดไปไกล เพราะถึงอย่างไรแล้ว  บุญปลูกแม้จะขยันขันแข็ง เชื่อฟังคำสั่ง และอดทนกับอารมณ์ของนางได้ แต่บุญปลูกผู้มีพ่อจีนแม่ไทย ร่างสันทัด ผิวออกจะคล้ำ ผมหยักศก ก็เป็นได้แค่ เด็กในร้านที่ไม่เหมาะสมคู่ควรกับลูกชายของนางอย่างแน่นอน...

          ตามสายตาของนางย้อยนั้น กมลวางตัวเป็นพี่ชายของบุญปลูกได้อย่างสุจริตใจ แต่บุญปลูกนี่ซิ...อารมณ์ของผู้หญิงย่อมคิดฝันถึง ‘เทพบุตร’ หรือผู้ชายที่จะมายกระดับฐานะของตน...การที่เลื่อนรูปของเพียงเพ็ญ ให้ บุญปลูกรวมถึงพูดถึงแผนการในอนาคตนั้น ก็เพื่อให้บุญปลูกนั้น ‘ทำใจ’ ‘เจียมตัว’ และก็ต้องมองคนที่มันคู่ควรเหมาะสมกับตนที่มีอยู่เกลื่อนกลาดตลาดชุมแสง...
 


          เย็นวันนั้นพอลูกชายกับสามีกลับมาบ้าน อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา...นางย้อยที่ทำกับ ข้าวตั้งสำรับรอท่าก็หยิบรูปของเพียงเพ็ญมาให้ลูกชายที่ดู...

          “ใครรึม้า...สวยดี สวยเหมือนเพชราเลยนะเนี่ย”

          “ก็ม้ารู้ไง ว่าลื้อ ชอบเพชรา...ม้าก็เลยต้องหาผู้หญิงที่เหมือนเพชรามาให้เลือก” ยามอารมณ์ดี ๆ นางย้อยก็ใช้สรรพนามแทนตัวลูกชายว่า ‘ลื้อ’ แต่ถ้าหงุดหงิด ทำเรื่องขัดใจ ก็ขึ้น ‘มึง’ บ้าง ‘แก’ บ้าง ไปตามอารมณ์

          เขาส่งรูปนั้นไปให้เตี่ยกับพี่ชายดูต่อ...

          “สวยดี” เจ๊กเซ้งบอกแค่นั้น ส่วนประสงค์ไม่ออกความคิดเห็นอะไร เพราะรู้ว่า ลองแม่อยากได้ กมลก็คงขัดไม่ได้

          “อีเป็นลูกสาวกำนัน อีชื่อเพียงเพ็ญ เป็นอดีตธิดาเจ้าพ่อชุมแสงเมื่อสองปีก่อน”

          “ฮ้า...ขนาดนั้นเลยรึ ทำไมผมจำไม่ได้ละม้า ผมก็เที่ยวงานงิ้วทุกปี...รอดหูรอดตาผมไปได้อย่างไง”

          “มันยังไม่ถึงเวลาจะเห็นกัน มันก็ต้องคลาดคลากันไปก่อน”

          “แล้วนี่ม้าไปรู้จักอีได้อย่างไร”

          “หลานสาวแม่ศรีคนตำบลฆะมัง...วันนี้แกนึกอย่างไรก็ไม่รู้ เอารูปมาให้ดู แล้วก็เล่านั่นเล่านี่ให้ฟัง แล้วสุดท้ายแม่ศรีเขาบอกว่าเขาถูกชะตากับแก อยากได้แกไปเป็นหลานเขย...เขาดูมานานแล้ว เขาถามว่ายินดีจะแต่งเข้าบ้านผู้หญิงไหม เพราะแม่เพียงเพ็ญ อีเป็นลูกสาวคนเล็ก...พ่อแม่เขาหวังฝากผีฝากไข้”

          “พอรู้ว่าเป็นลูกสาวกำนัน เป็นลูกสาวคนเล็กด้วย ม้าก็เลยรีบตกลง รับว่ายินดีเลยซินะ”

          “ม้าก็อยากให้แกได้ดี...ให้หาเอง เดี๋ยวก็หา” นางย้อยได้สติว่าจะเป็นการทับถมปฐมจึงชะงัก

          “ตามใจม้าแล้วกัน...แต่ถ้าเจอกันแล้ว ไม่ได้สวยอย่างในรูปนี้ ผมมีสิทธิ์ปฏิเสธได้นะม้า”

          “แม่ศรีเขาก็สวย หลานสาวเขาก็ต้องสวย แล้วถ้าไม่สวยจริงจะได้เป็นธิดาเจ้าพ่อรึ...นางฟ้าเรี่ยดินมาให้เชยชม แล้วอย่าทำเป็นโง่หน่อยเลย...แล้วนี่เขาก็เป็นเจ้าของโรงเลื่อย โรงเผาถ่านด้วยนะ มีที่นาตั้งไม่รู้กี่ทุ่งกี่แห่ง”

          “แต่ผมทำนาไม่เป็นนะม้า”

          “มันเรียนรู้กันได้...ทำไม่ได้ก็ให้เขาเช่าเก็บค่าเช่ากินไป แกก็หาหนทางค้าขาย ทางฆะมังคนก็เยอะอยู่เหมือนกัน”

          “ค่อยว่ากัน...คงอีกนาน ผมยังไม่ได้บวช ยังไม่ได้เกณฑ์ทหารเลย อีกหลายปี เขาอาจจะรอไม่ไหว”

          “เอาแค่บวชก็ได้ ส่วนเรื่องทหาร ม้าคงจะเสียเงินให้กับสัสดีเหมือนที่จะเสียให้อาตงนี่แหละ...ไปสุ่มจับแล้ว ติดขึ้นมาเสียเวลาทำมาหากิน แล้วดีไม่ดี พ้นหูพ้นตาไปแล้ว จะเสียอนาคตเอาซะอีก”

          “ไม่ต้องวกกลับไปหาตั่วเฮียเขาหรอกม้า เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้”

          “อีเรณูมันจะเริ่มทำขนมขายเมื่อไหร่ละ น้ำตาล แป้ง มันซื้อจากที่ร้านไหน...เอ๊ะ ทำไมมันไม่มาเอาของที่ร้านเรา เอาเงินไปให้คนอื่นทำไม”

          กมลไม่คิดว่าแม่จะคิดสะระตะถึงขนาดนี้...เขายกมือเกาหัวชักสีหน้า...ก่อนแก้ ว่า

          “ถ้าเขามาซื้อที่นี่แล้วม้าจะขายให้เขาหรือเปล่าละ... ถ้ามาซื้อแล้ว ด่าด่าด่า เขาก็คงไม่กล้าเข้ามาหรอก”

          “ก็ให้อีแจ่มมันมาซื้อซิ”

          “เดี๋ยวผมถือไปให้เขาก็ได้...ต้องไปที่นั่นทุกวันอยู่แล้ว”

          “แล้วก็เก็บเงินมันมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์นะ ห้ามให้มันเซ็น ห้ามแถม ห้ามตักเกินกิโลอย่างเด็ดขาด คิดจะทำการค้า ต้องทำให้ได้กำไร จะ   หยวน ๆ กันไม่ได้”

          “ครับ ๆ ผมรู้ว่าเงินทองไม่มีพี่ไม่มีน้องครับ...เตี่ย ม้า เฮีย กินข้าวกันดีกว่า...อิ่มแล้วผมจะออกไปดูหนังสักหน่อยนะ...ไปด้วยกันไหมเฮีย”

*******************


Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #5 on: 29 February 2020, 16:07:17 »

ตอนที่ 6 : พบรัก....


            ๖
 
         
          ที่ ชุมแสงมีโรงภาพยนตร์ถึงสองโรง...โรงหนึ่งฉายวันละสองรอบ...หลังกินข้าวเย็น ที่บ้านเรียบร้อย รอบสองทุ่มจะคราคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งที่อยู่ในตลาดและที่อยู่รอบนอก เสร็จงานไร่ งานนาก็เข้ามาพักผ่อนหาความบันเทิง...นางป๋วยฮวยแม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ก็เข้าใจโลก เข้าใจว่าวัยของจันตานั้นยังต้องการอะไร...

          “ถ้าจะออกไปเปิดหูเปิดตาดูหนังบ้าง อาม่าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะจันตา”

          คำว่า ‘หนัง’ ยังคงกระทบความรู้สึกของจันตา...แต่หญิงสาวก็ทำได้เพียงยิ้มเศร้า ๆ แทนที่พูดอะไรยืดยาวให้อาม่าล่วงรู้ความในใจมากกว่าไปกว่าที่เห็น

          “ถ้าลื้อเสียดายเงิน อาม่าจะออกให้”

          “ไม่รู้จะไปดูกับใคร” เด็กหน้าร้านนั้นเป็นเด็กไปกลับ จันตาจึงอยู่กับอาม่าตลอดเวลา...

          เมื่ออยู่กับคนแก่ ข้อเสียคือก็ต้องฟังคนแก่พูดอย่างเดียว...ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในอดีตเสีย ด้วย...แต่ข้อดีนั้นมีมากกว่า เพราะถึงแม้ว่าอาม่าจะเดินเหินได้เชื่องช้าแต่ว่าความจำของอาม่ายังดีอยู่ และความรู้ของอาม่าก็มีมากมาย เวลาทำอาหารคาวหวานใส่บาตร อาหารสำหรับกินกันในครอบครัว อาม่าจะบอกให้จันตาทำตามลำดับขั้นตอนจนกระทั่งจันตาชำนาญ...ยิ่งอยู่กับอา ม่านานเท่าไหร่จันตาก็ได้ ‘สูตร’ อาหาร จีน รวมถึงรู้ธรรมเนียมและประเพณีจีนจากอาม่าไปมากเท่านั้น...

          นอกจากนั้นอาม่า ยังมีความรู้เรื่องยาสมุนไพรจีนเป็นอย่างดี อาม่าไม่มีโรคร้ายแรงอะไร จะมีก็แต่โรคปวดเมื่อยตามประสาคนแก่ อาม่าชอบให้หมอนวดมาบีบนวดในช่วงบ่าย ๆ แล้ววันดีคืนดี อาม่าก็จะให้หมอนวดช่วยสอนจันตาบีบนวดตัวอาม่าแทน หมอนวดก็ไม่ได้หวงวิชาแต่อย่างใด...อาม่า บอกกับจันตาว่า ถ้าวันหนึ่งไม่รู้จะทำอะไรกิน มีแค่สองมือ กับทักษะที่หมั่นฝึกฝนก็จะสามารถยึดเป็นอาชีพได้

          จันตาเป็นคนไม่เถียงคน แต่ก็ไม่ถึงกับนิ่งเงียบจนน่ารำคาญ...อาม่าจึงรักและเอ็นดูจันตาเป็นพิเศษ

          “ถ้าอย่างนั้นเวลาแจ้นี้ไปดู ลื้อก็ไปกับเขา แจ้ซังอีไม่ชอบดูหนัง อานี้มันชอบ...ไปเป็นเพื่อนอีก็ดีนะ”

          หมุ่ยซัง แซ่เตียว นั้นเป็นลูกสาวลำดับที่เจ็ด หมุ่ยนี้ แซ่เตียว เป็นคนสุดท้อง ทั้งสองอายุสามสิบปลาย ๆ ไม่ยอมแต่งงานทั้งคู่...อาม่าเองก็ไม่ได้บังคับขืนใจเพราะเข้าใจว่าการครอง ตัวเป็นโสดนั้นก็มีข้อดี คือไม่มีห่วง ไม่มีภาระ และอาม่าก็บอกว่า เขาไม่มีกรรมของเขา...

          สมบัติ ของทั้งสองสาวใหญ่คือร้านสังฆภัณฑ์กับภาระที่ต้องดูแลอาม่า ดูแลกันและกัน ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ หลังแต่งงานอาม่าก็ให้แยกย้ายกันไป อาม่ามีลูกชายหลายคน ต่างก็แยกย้ายไปทำมาหากินตามหัวเมืองอื่น ๆ มีลูกชายคนโต แยกไปเปิดร้านสังฆภัณฑ์อยู่ที่ห้องแถวคนละซอยในตลาดเดียวกัน ไปมาหาสู่กันได้

          อา ม่าบอกกับจันตาว่า อาม่ามาอยู่เมืองไทยเสียนาน บางทีอาม่าก็ต้องยอมให้วัฒนธรรมไทยกลืนความเป็นคนจีนไปบ้าง ขืนมัวยึดแต่ว่าของตนเองนั้นดี แล้วเพ่งโทษวัฒนธรรมชาติที่ตนอยู่อาศัย ชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์...เรื่องกดลูกสะใภ้ไว้ใช้ อาม่ามองว่ามันจะก็แต่ความทุกข์ทั้งลูกสะใภ้ ลูกชาย และลูกสาวที่ไม่ยอมแยกเรือน...สู้ให้ลูกชายขยับขยายไปเปิดร้านใหม่อยู่ใกล้ ๆ กันดีกว่า...

          ฟัง ความคิดของอาม่าแล้วจันตาก็รู้สึกว่า ตัวเองนั้นยังมีบุญที่เจอคนดี และจันตาก็สัญญากับตัวเองว่า ยามเมื่อตัวเองแก่ตัวไป จะเป็นคนแก่ที่มีเหตุผล เข้าใจโลก เหมือนที่อาม่าเป็นให้ได้...

          “จันตา ถ้าลื้อมัวดักดานอยู่แต่ในบ้านกับอาม่า ไม่ออกไปให้คนเห็น อาม่าตายไป ลื้อจะทำอย่างไง...ออกไปเถอะนะ แถว ๆ โรงหนัง มีหนุ่ม ๆ
 มาเที่ยวกันเยอะแยะ ออกไปอวดโฉมเสียบ้าง” อาม่ายังคงเร้าหรือ

          “ทำไมอาม่าถึงอยากให้หนูแต่งงาน ทำไมอาม่าไม่อยากให้หนูอยู่เป็นโสดเหมือนพวกแจ้ ๆ เขาละ”

          “นังสองคนนั่น มันพึ่งพาตัวเองได้...กิจการมันมี สมบัติมันมี หลานมันมี มันไม่อยากมีผัว มันก็อยู่ของมันได้ แต่ลื้อไม่ใช่...ลื้อต้องมีคู่ชีวิต คู่คิด มันถึงจะดีกว่ามาคิดรับใช้อาม่า รับใช้คนอื่นอยู่อย่างนี้...และที่สำคัญลื้อ อย่าลืมว่าเวลานี้ลื้ออยู่ไกลบ้านเกิด อยู่ไกลจากพ่อแม่ญาติพี่น้องของลื้อนะ”

          “แล้วถ้าเจอคนไม่ดีละ...เจอคนหลอกลวง เจอคนที่เขารังเกียจ คนจน รังเกียจว่าหนูเป็นลาว”

          “ลาวอะไรที่ไหน เกิดเมืองไทยก็เป็นคนไทยทุกคน...แล้วถ้ากลัวเจอคนไม่ดี ลื้อก็ต้องดูกันให้นานๆ  คนไม่ดี เดี๋ยวมันก็ต้องแสดงธาตุแท้ของมันออกมา ส่วนข้อที่ว่ากลัวว่าเขารังเกียจว่าจน ถ้าลื้อคิดอย่างนั้นคนจนก็สูญพันธุ์กันไปหมดแล้วซิใช่ไหม...จะยากดีมีจนก็ขอ ให้รักกันจริง ๆ ขยันทำมาหากินเดี๋ยวก็สร้างเนื้อสร้างตัวได้... ไปนะ ออกไปเปิดหูเปิดตา...ออกไปดูโลก ไปเห็นเดือนเห็นตะวันบ้าง อย่าทำตัวซังกะตาย เดี๋ยวอาม่าบอกแจ้นี้มันให้...ออกจากบ้านไปเที่ยวสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี... อยู่แต่ในบ้านเดี๋ยวเฉาตายซะก่อน”

          เห็นว่าอาม่าหวังดีจริง ๆ จันตาจึงยอมจำนน...
 
           “อาหมุ่ยนี้ จับจันตามันแต่งตัวหน่อย มันจะได้มีคนมอง มันจะได้มีผัวดี ๆ ออกเรือนไปสร้างเนื้อสร้างตัว...ม้าชอบมัน อยากเอาบุญกับมัน” เมื่อแม่กระซิบอย่างนั้น หมุ่ยนี้จึงจับจันตาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าเก็บของตนกับพี่สาว...หน้าตาที่ เกลี้ยงเกลาไร้สีสัน ก็ถูกแต่งแต้มพอให้รู้สึกสดชื่น...

          หมุ่ยนี้พาเดินมาถึงหน้าโรงหนัง...แม้จะมีภาพทับซ้อนกับอดีต แต่จันตาก็รู้สึกเบิกบานอย่างที่อาม่าว่าไว้...

          หมุ่ย นี้ เป็นคนเสียงดัง เป็นคนแต่งตัวทันสมัย แกรู้จักคนทั้งตลาด รู้จักตั้งแต่เด็กหนุ่มเด็กสาว คนรุ่นเดียวกัน จนถึงรุ่นพี่...แกทักคนโน้นที คนนี้ที หรือไม่แกก็จะได้รับการทักทายจากคนอื่น ๆ จนกระทั่งได้ตั๋วหนังมา แล้วแกก็สะกิดให้จันตาได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนรอเข้าโรงหนังอยู่ตาม ลำพัง

          “ใครหรือเจ๊”

          “ปลัดอำเภอคนใหม่...ยังหนุ่มยังแน่น...เห็นไหม เพิ่งมาได้ไม่ถึงเดือน”

          จันตาพิจารณาสรีระที่เรียกว่า สันทัดสมส่วนของเขา รวมถึงใบหน้าเหลี่ยม ผิวเหลือง ก็สรุปความว่า เขาหน้าตาดี แต่ไม่ถึงกับดีจัด เพียงแต่การแต่งเนื้อแต่งตัวนั้นทำให้เขาเป็นที่สะดุดตา เพราะหนุ่มชุมแสงส่วนใหญ่ยามออกจากบ้านมาเดินเที่ยวก็ยังคงนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดสีขาวตราห่านลากรองเท้าแตะกัน...

          เสี้ยวนาทีที่จันตามองเขาอยู่นั้นเหมือนเขาจะรู้ตัว...แล้วจันตาก็เห็นว่า เขายิ้มกว้าง...จันตารีบหลบสายตาของเขาแล้วหูก็ได้ยินหมุ่ยนี้พูดว่า

          “อั๊วมากับเด็กที่บ้าน คุณปลัดมาคนเดียวรึ”

          ตอนแรกจันตาคิดว่าเขาจะตะโกนตอบกลับมา แต่เขากลับเลือกเดินเข้ามาหา แล้วพูดว่า “ผมเพิ่งมาอยู่ ยังไม่มีเพื่อน  จะมากับใครได้ละครับ”

          “จันตา...นี่คุณปลัด...คุณปลัดชื่ออะไรนะ จำได้ว่าลงท้ายว่า กร”

          “ชื่อ จินกรครับ”

          “ใช่ ชื่อแปลกดี ไม่ค่อยเหมือนใคร...จันตาไหว้คุณปลัดเสียซิ...ปลัดจินกร จำชื่อให้แม่น ๆ นะ เจอกันอีกจะได้ทักถูก”

          จันตายกมือไหว้ ยิ้มน้อย ๆ ให้ แล้วหลบสายตาของเขา...ซึ่งจันตาดูออกว่าเป็นสายตาของคนเจ้าชู้ เช่นเดียวกับนายทหารซึ่งเป็นรักแรกของจันตา...จันตาเอียงข้างมองดูใบปิดหนัง ที่ข้างฝาฟังความ...เรื่องที่ทั้งคู่ก็จะคุยกันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ไม่มีพาดพิงมาถึงตน กระทั่ง ได้เวลาประตูโรงหนังเปิด...ต่างก็แยกย้ายไปยังที่นั่งตามหมายเลขบนตั๋ว

          ในมือของกมลมีข้าวโพดคั่วกับถั่วลิสงต้ม หลังทรุดตัวลงนั่ง เขาก็หันไปทางด้านซ้ายมือ...แล้วเขาก็เห็นว่าผู้หญิงที่หันมาสบตากับเขา เป็นใคร...

          “มาดูหนังเหมือนกันเหรอ” เขาทักจันตาเบา ๆ ...เสียงของเขาทำให้หมุ่ยนี้ก้มตัวหันมามอง...

          “อ้าว อาซา มาดูหนังเหมือนกัน มาคนเดียวรึ”

          “มาคนเดียวแจ้...อาเฮียแกไม่ยอมมาด้วย บอกว่าง่วงนอน”

          “ตั้งแต่สึกมา ออกมาดูหนังบ้างหรือยัง”

          “ยังเลย อยู่แต่บ้าน อ่านแต่หนังสือ หมกตัวอยู่แต่ในห้อง”

          “เตรียมตัวจะเป็นเจ้าบ่าวมั้ง ต้องศึกษาทฤษฎีเยอะหน่อย” ว่าแล้วหมุ่ยนี้ก็หัวเราะ

          จันตาไม่คิดว่าจะได้ยินหมุ่ยนี้พูดออกมาแบบนี้...

          “อ่านแต่หนังสือนิยาย มันจะมีเรื่องพวกนี้ไหมล่ะแจ้ ผมก็อ่านไม่เป็น ไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไรบ้าง ชอบดูเป็นภาพเป็นเสียงแบบนี้มากกว่า”

          “บางเล่มก็มี...มีเยอะด้วย”

          พอดีกับบนจอผ้าใบเริ่มมีภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงอึกทึก ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดคุยกัน...จันตารู้สึกว่าหายใจโล่งขึ้นเพราะช่วงที่ทั้ง คู่คุยกันโดยมีตัวเองนั่งอยู่ตรงกลางนั้น เสียงของเขาเหมือนกระซิบอยู่ที่หูของตน...

          พอหนังฉาย จันตาก็เหลือบตามามอง พบว่าตาของเขาจ้องเรื่องราวตรงหน้า...หญิงสาวเห็นว่า จมูกของเขาได้รูป สวยกว่าจมูกของประสงค์ ริมฝีปากบาง หน้าของเขานั้นรูปไข่ เขาเป็นคนมีเส้นผมตรงละใบหน้า...ใบหน้าของเขาเหมือนใบหน้าผู้หญิงมากกว่า ผู้ชายไทยทั่ว ๆ ไป...แล้วจันตาก็รู้สึกว่าตั้งแต่เขาหยุดคุยกับหมุ่ยนี้ เขาก็ไม่ได้หยุดเคี้ยวของกินเล่นที่ถือติดมือเข้ามาสักนาที และที่จันตารู้สึกว่าเขาออกประหลาดคน ตรงที่เขาไม่ชวนเธอหรือชวนหมุ่ยนี้ขบเคี้ยวของเหล่านั้นด้วย...

          จันตาหัวเราะเมื่อเรื่องบนจอชวนให้หัวเราะ...กมลเหลือบตาไปมอง...เห็นสัน จมูก และริมฝีปากที่คลี่ออกรวมถึงฟันที่เรียงเป็นระเบียบ เขายอมรับว่าใจของเขาปั่นป่วนขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไหนจะกลิ่นกายสาวซึ่งจะว่าไปแล้ว เขาก็ไม่เคยคุ้น...ทำให้เลือดในกายมันสูบฉีดรู้สึกวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็น มาก่อน...กมลสูดลมหายใจตั้งสติ แล้วก็ไม่หันไปทางซ้ายมืออีก...จนกระทั่งหนังจบ...เขาให้หมุ่ยนี้กับจันตา ลุกขึ้นก่อน เขาลุกขึ้นทีหลัง แล้วเดินตามทั้งคู่ออกจากโรงหนัง...

          พอถึงหน้าโรงหนัง เขาก็เห็นว่ามีชายหนุ่มยืนยิ้มให้สองสาวเหมือนยืนคอยอยู่ หัวคิ้วของกมลขมวดเข้าหากัน...

          “จะกลับกันเลยรึเปล่าครับ ผมจะเดินไปส่ง” ชายคนนั้นเอ่ยปากถาม

          “กลับกันเลย” หมุ่ยนี้เป็นฝ่ายตอบ

          “เชิญครับ” เขาหันมาส่งสายตาวาววับให้กับจันตา จันตาสบตาของเขาหรือเปล่ากมลก็ไม่อาจเห็นได้ แต่ทีท่าที่เดินไปด้วยกันระหว่าง หมุ่ยนี้สาวแก่เทื้อ จันตาสาวน้อย และเขาคนนั้น แม้เด็กทารกก็ดูออกว่า ชายหนุ่มสนใจใคร...

          กมลถอนหายใจเบา ๆ พลางคิดว่า ประสงค์คิดถูกแล้วที่ไม่ยอมมาด้วยกัน...
 


          ขนม ตาลที่ทำเมื่อตอนเที่ยงของเมื่อวาน เรณูทำให้เจ๊กเซ้ง กมล กับพวกคนงานกินกันเล่น ๆ เพราะว่าวัตถุดิบทั้งหมดนั้นกมลเป็นคนนำมาจากที่ร้าน เรณูสังเกตเห็นว่า กมลนั้นเป็นคน กินง่าย กินจุ และเป็นคนไม่หวงกิน เรณูบอกกับเขาว่าถ้าอยากจะกินอะไรก็ให้บอก และถ้าจะให้ดี อยากกินเร็วๆ ก็ต้องมีวัตถุดิบมาให้ด้วย เขาบอกว่า ถ้าจะทำก็ต้องทำเยอะๆ ทำเผื่อแผ่พวกคนงานด้วย ข้อนั้นเรณูที่เป็นคนไทย เติบโตมากับครอบครัวใหญ่นั้นเห็นด้วย

          ‘เผื่อแผ่’ กันไป แล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็น ‘พรรคพวก’

          ตอนนี้เรณูมั่นใจว่าเวลานี้ตนทำให้พวกคนงานในโรงสีนั้นรักใคร่ได้แล้ว...

          นางย้อยพลาดเองที่ ‘เฉดหัว’ ให้เธอมาอยู่ที่นี่

          ส่วน ขนมตะโก้เผือกกับขนมเปียกปูนใบเตยที่ทำออกขายในเช้าวันนี้ เรณูกวนใส่ถาดไว้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ...หญิงสาวทำอย่างละ ๒ ถาด ถาดหนึ่งตัดแบ่ง ๓๖ ชิ้น...ขายชิ้นละ ๑ สลึง...ถ้าขายหมด ๔ ถาดโดยไม่ได้แจกจ่ายใครเลย จะได้เงิน ๓๖ บาท เรณูตั้งใจไว้ว่าจะทำขนมหลาย ๆ อย่างสลับสับเปลี่ยนกันไปวันละสองอย่าง กันคนกินเบื่อ เบื้องต้นจะขายที่ตลาดเช้า ถ้าขายไม่หมดก็จะเดินเร่ขายตามบ้านเรือน ตามตรอกซอกซอย...แต่ถ้ายังขายไม่หมดอีก เรณูตั้งใจจะขอครูเข้าไปขายที่โรงเรียน...ขายเสร็จแล้วกลับมาบ้าน เพื่อเตรียมทำของไว้ขายในวันพรุ่งนี้อีก...แต่ถ้าขายดีเรณูก็กะไว้ว่าจะ เพิ่มเป็นอย่างละ ๓ ถาดต่อวัน กำรี้กำไรรายได้ไม่มากเท่ากับตอนที่ทำงานอยู่ในบาร์ แต่ถ้าเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ อนาคตมันต้องสวยงามกว่าอย่างแน่นอน

          เรณู สูดลมหายใจเข้าปอดก่อนยกหาบขึ้นบ่า...บ่าที่เคยช่วยแม่หาบน้ำ หาบขนมไปขายกับแม่ตั้งแต่จำความได้...สองเท้าก้าวย่างออกจาก บ้านเพิงหมาแหงนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ตลอดทางมีเสียงไก่ขันรับกันเป็นระยะเป็นเพื่อนคลายความหวาดกลัว ใจนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะขายจนหมด...หวังว่าเมื่อปฐมกลับมาเห็นว่าเมียที่แม่ของเขาเห็นว่า ต่ำต้อยด้อยค่าดังเม็ดกรวด แท้จริงแล้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร เหมาะสมมีค่าพอที่จะเป็นแม่ให้ลูกของเขา แม้ว่าจะได้เขามาครอบครองด้วยวิธีการสกปรกก็ตามที

          ถึงตลาดเช้า เรณูก็เริ่มเปิดการขาย...เริ่มจากทักทายพวกแม่ค้าที่พากันมานั่งรอลูกค้า โอภาปราศรัยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม...แน่นอนว่า แม้จะตกลงปลงใจจะยึดทำขนมถาดตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วห่อด้วยใบตองเป็นอาชีพ แต่ตัวแม่ค้าที่เคยอยู่ ‘บาร์’ ใน ตาคลีมาก่อนนั้น ไม่ยอมลดเรื่องแต่งตัวแต่อย่างใด...หน้าขาวนวลด้วยแป้งตลับ ปากนั้นยังคงแดงสด เปลือกตามีสีสันอ่อน ๆ ขับใบหน้าให้สดใส คิ้วกันจนโก่งและเขียนจนโค้งอย่างมืออาชีพ อย่างเดียวที่เรณูไม่ได้ทำ คือ ติดขนตาปลอมออกมาด้วย

          “งามจริงนะแม่คุณ...งามเสียจนขนมจืดหมดแล้ว” นี่แหละปากแม่ค้า

          “แหมพี่ ถ้าแม่ค้าสวยพริ้งก็เป็นเครื่องค้ำประกันว่าขนมนั้นหวานหอมอย่างแน่นอน... ว่าไหม”

          “แล้วทำมาแค่สี่ถาด มันจะพอขายรึ”

          “ไม่ได้ทำวันเดียวนี่นา...วันนี้สี่ถาด พรุ่งนี้อาจจะทำแปดถาด มะรืนอาจจะก้าวกระโดดไปสิบหกถาดเลยก็ได้”

          “ทำเยอะขนาดนั้น จะทำไหวรึ”

          “ไหวไม่ไหว ก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ วันนี้ อีสี่ถาดนี้ต้องไม่เหลือกลับบ้าน” แม้จะ ‘มั่นใจ’ ว่าอย่างไรก็ขายได้ แต่ด้วยเป็นวันแรกก็อด ‘หวั่นใจ’ ไม่ได้เช่นกัน

          หลังจาก ลับฝีปากกันพอหอมปากหอมคอ พอให้หายง่วงซึม...ลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามา...บ้างก็เข้ามาเพราะสะดุดตารูป ร่างหน้าตาของแม่ค้า บ้างก็เข้ามาเพราะเสียงเชื้อเชิญ และมีหลายเจ้าที่เข้ามาเพราะ ‘ชิม’ ของแจกให้ชิม ไปแล้วเกิด ‘ติดใจ’

          “ห่อละสลึงเดียวเท่านั้นจ้า...รับประกันความสด สะอาด และความอร่อย”

          “ถ้าซื้อยกถาดละ”

          “จะซื้อไปทำอะไรยกถาดละพี่สาว”

          “เผื่อทำบุญเลี้ยงพระ เลี้ยงคน จะได้ไม่ต้องทำเอง”

          ข้อนี้เรณูลืมคิดไป...

          “ก็พอลดให้ได้จ้า แต่ถ้าจะเอาถาดกลับไปบ้าน ก็ต้องมัดจำค่าถาดนะ แล้วตอนสั่งให้ทำต้องมัดจำค่าขนมไว้ด้วย”


          พอฟ้าสาง...พระภิกษุก็เริ่มออกบิณฑบาต จำนวนพระนั้นมีมากมาย หากจะใส่หมดทุกองค์...เห็นทีทุนหายกำไรหด...สุดท้ายเรณูก็เลือกหยิบส่วนที่ จะทำให้ได้กำไรออกมาถาดละห่อ สี่ถาดก็สี่ห่อ ยกมือที่มีขนมขึ้นจบ พร้อมอธิษฐาน ขอให้กุศลผลบุญที่ทำในวันนี้ ส่งผลให้ตนเองนั้นร่ำรวย สุขสบาย ตราบจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ...


 
          ร้านของนางย้อยนั้นเปิดตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางและจะเริ่มเก็บร้าน ปิดร้าน ราว ๆ ห้าโมงเย็น... โดยคนที่ลุกมาเปิดร้านเป็นเจ๊กเซ้งหรือลูกชายที่อยู่ในบ้าน ส่วนนางย้อย พอตื่นแล้วก็รีบหุงข้าว ทำกับข้าว เตรียมใส่ปิ่นโตให้ลูกให้ผัวถือออกไปกินที่โรงสี...แต่ถ้าวันไหนนางย้อยไม่ อยู่บ้าน ลูกผัวก็ฝากท้องไว้กับร้านอาหารที่มีอยู่รอบตลาด...รึถ้าใครอยากกินอะไรเป็น พิเศษก็มาขอเงินไปซื้อกิน...แต่ว่านางย้อยก็ไม่ได้ให้เงินลูกชายที่อยู่ใน บ้านใช้เป็นรายเดือนเหมือนลูกคนเล็กที่อาศัยอยู่บ้าน ‘อาแปะ’ ที่ปากน้ำโพเพื่อเรียนหนังสือ

          วันนี้ ช่วงที่รอให้ข้าวเดือด นางย้อยก็เดินออกมาที่หน้าร้าน...ประสงค์นั้นเฝ้าเก๊ะพร้อมกับจัดร้าน รอบุญปลูกกับป้อมที่จะพากันมาประมาณเจ็ดโมงครึ่งเกือบแปดโมง...ส่วนกมลที่ไปดู หนังกลับมาจนดึกนั้นยังไม่ตื่น นางย้อยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะงานของเขานั้นอยู่ที่โรงสี


          “อ้าว ซ้อ...วันนี้ทำอะไรกิน”

          “ว่าจะผัดถั่วงอก แกงจืดวุ้นเส้น แล้วก็แกงพะแนงหมูอีกสักอย่าง”

          เมื่อมีเงิน ย่อมกินดีอยู่ดี เพื่อให้มีเรี่ยวแรงทำงานหาเงิน...

          นาง ย้อยนั้นชอบกินอาหารไทยมันๆ เผ็ด ๆ พริกแกงก็ใส่ปลาร้า ชอบกินขนมหวาน ชอบกินผลไม้รสหวาน ส่วนเจ๊กเซ้งนั้นกินรสจืด...ถ้ารู้ว่ากับข้าวถ้วยไหนมีปลาร้าแกก็จะไม่กิน แกชอบกินพวกเต้าหู้ยี้ เต้าเจี้ยว กินซอสถั่วเหลือง แล้วแกก็กินน้ำพริกผักจิ้มไม่เป็น...ลูกสี่คนนั้นกินได้ทุกอย่างที่วางอยู่ บนโต๊ะ...อาหารที่บ้านจึงต้องทำหลากหลายชนิดเพื่อเอาใจทุกคนที่ถือเป็น เรี่ยวแรงของบ้าน...

          “แล้วนี่ นึกอย่างไร ให้สะใภ้ใหญ่หาบขนมขายละแม่ย้อย”

          พอได้ยินคู่สนทนาถามความ ‘ในใจ’ เหมือนไม่รู้ความ ‘ในบ้าน’ นางย้อยก็รู้สึกเหมือนโดนทุบเข้าที่หน้าอก เพราะคนในตลาดชุมแสงนั้นรู้ว่าบ้านตระกูลแบ้มีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร สะใภ้ของตระกูลแบ้นั้นจะต้องประพฤติตัวเช่นไรถึงจะคู่ควรเหมาะสม...

          เป็นจริงอย่างที่กมลว่าไว้ บางทีการด่าว่าเรณูก็เหมือนตบหน้าตัวเองกลางตลาด เหมือนสาวไส้ให้กากิน...เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนในบ้าน แต่เป็นเรื่องที่คนนอกบ้านมองเห็น อยากรู้ความเป็นไปและเก็บเอาไปซุบซิบ นินทา...

          จะตอบว่าอย่างไรดี ถึงจะไม่ทำให้ตัวเองนั้น ไม่กลายเป็นแม่ผัวใจร้ายในสายตาของคนทั่ว ๆ ไป

          “ก็ เขา อยากทำอย่างนั้น” นางย้อยตอบไม่เต็มเสียง...เหมือนตัดบท แต่คนสนิทกัน คุ้นกันยังไม่ยอมเลิก...ยังอยากรู้

          “แล้วทำไมไม่ให้เขามาช่วยกันค้าขายอยู่ที่นี่ละ...ขายดีขนาดนี้ ให้ออกไปหาบไปเร่อย่างตะก่อนทำไมกัน ร้านรวงก็มี”

          “อยากให้เขาฝึกตัวเองก่อน อีเป็นลูกคนไทย ถ้าให้เข้ามายุ่งในร้านเลย จะสบายเกินไป...ฉันคิดอย่างนี้” นางย้อยรู้สึกโล่งใจที่หาทางออกให้คำถามนั้นได้...

          “อย่างนั้นหรอกรึ...เข้าใจคิดดีนะ”

          นางย้อยค่อย ๆ ระบายลมหายใจออกมา...

          “อี ขายของเก่งนะ ตะกี้เดินผ่าน อีเรียกลูกค้าซื้อเสียงหวานจ๋อยเลย ขายจวนจะหมดแล้ว...มือไม้เสื้อผ้าหน้าตาของอีเอี่ยมดี ขนมก็มีผ้าขาวบางปิดด้วย อาคนนี้ ต่อไปอีจะร่ำรวย เป็นเถ้าแก่เนี้ยเพราะขนมหวาน”

          หลัง จากคู่สนทนาจ่ายเงินค่าของและเดินกลับร้านของตนไปแล้ว นางย้อยก็มองไปทางตลาดสดด้วยสีหน้าหนักใจ...เพราะถ้าแต่งพิไลเข้าบ้าน แล้วพิไลเข้ามาช่วยขายของอยู่ในร้านนี้ทันที ก็จะมีข้อเปรียบเทียบให้เห็นกันระหว่างสะใภ้คนโตกับสะใภ้รอง นางจะตอบคำถาม แก้เสียงซุบซิบนินทาว่าอย่างไร...หัวคิ้วของนางย้อย ขมวดเข้าหากัน


 
          เจ็ดโมงกว่า ๆ ขนมสี่ถาดก็หมดเกลี้ยง...ส่งผลให้แม่ค้ายิ้มปากบาน...ยิ้มของเรณูนั้นเป็น ยิ้มทั้งปากและตา เป็นยิ้มเปิดเผย...สายตาที่มองคนนั้น จะมองตรง ๆ มองอย่างไม่กลัวเกรง ไม่เขินอาย มองอย่างคนเจ้าชู้มอง อาการทางใบหน้าเมื่อเป็นดังนี้ เพื่อน ๆ ในบาร์จึงสรุปกันว่า อีเรณูมัน ‘สวยพิศ’ คืออยู่ด้วยนาน ๆ คุยด้วยแล้วจะ ‘ติดใจ’ หลงใหลใน ‘เสน่ห์’ อย่างไม่รู้ตัว...

          “เรณู พรุ่งนี้เธอก็ทำมาเพิ่มอีกสักหน่อย” แม่ค้าขายข้าวเหนียวสังขยาเจ้าประจำที่ยังขายของตนไม่หมดแนะนำ

          “ทำมาเยอะ ถ้าขายไม่หมด ฉันก็ต้องหาบไปทั่วตลาดนะซิ ทำน้อย ๆ ให้คนแย่งกันซื้อแบบนี้น่าจะดีกว่า”

        ก่อนหน้านั้น มีคนมาซื้อ มาคุยด้วยแล้วถามไถ่ว่ามาจากที่ไหน บางคนพอรู้ว่าเป็น ‘สะใภ้’ ของนางย้อย เจ้าของร้านค้าส่งใหญ่โต ก็ถาม ตรง ๆ ว่า ‘เถ้าแก่ย้อย แม่ผัวเธอ นึกอย่างไร ให้เธอมาขายขนมหาบเร่’ ประโยค นี้ เรณูตอบไม่ได้ในทันที...หญิงสาวได้แต่ยิ้ม...แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย โดยใจก็คิดว่า ตอนนี้ เธอไม่ใช่ เรณู ลูกแม่เรไร ผู้มีพี่น้องเป็นโขยงอีกแล้ว...จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงหน้าแม่ผัวด้วย... แต่อีกใจก็ค้านว่า ถึงจะหาบเร่กระเดียดกระจาดไปทั่ว แต่มันก็เป็นอาชีพสุจริต...ใยจะต้องสนใจความรู้สึกของใคร ในเมื่อนางย้อยก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกของเธอเลยสักนิด...ทำได้ กระทั่งเฉดหัวออกจากบ้านหลังงามใกล้ ๆ ตลาดไปอยู่บ้านซอมซ่อติดเล้าหมู ต้องทนดมขี้หมูทั้งวันทั้งคืน คงหวังให้เธอทนไม่ได้ แล้วเก็บผ้ากลับไป...

          “แล้วพรุ่งนี้จะทำขนมอะไร”

          “ว่าจะเปลี่ยนเป็นเปียกปูน...แล้วก็ทำตะโก้สาคู”

          “ทำขนมชั้น ขนมถั่วกวน ขนมปิ้ง ขนมหม้อแกงเป็นไหม”

          “พอทำได้ แต่หม้อแกง ขนมปิ้งมันยุ่งยากกว่า...แต่ถ้ามีคนอยากกินก็จะลองทำดู”

          หลังยกหาบเปล่าขึ้นบ่า เรณูก็คิดว่า ควรจะเดินไปซื้อของที่ร้านไหน...ถ้าไปร้านอื่น...มันก็จะข้ามหน้าข้ามตาแม่ผัวเธอซะอีก แต่ถ้าไปร้านนั้น    คงต้องได้ปะทะคารมกันอีกแน่ ๆ ...
 
          เมื่อแม่ห้ามเรียก ‘ซ้อ’ ห้ามเรียก ‘เจ๊’ กมลจึงต้องเรียกเรณูว่า ‘พี่’

          “พี่เรณูขายหมดไหม” กมลร้องทักเมื่อเดินมาพบว่าเรณูกำลังยกหาบขึ้นบ่า

          “หมด หมดเกลี้ยงเลย”

          “อุตส่าห์จะออกมาอุดหนุนสักสองห่อ เอาฤกษ์เอาชัย”

          “ที่บ้านยังมี เทใส่ถาดเต็มแล้ว ก็ยังเหลือ ก็เลยเทใส่จานไว้ให้ซา ให้เตี่ยกิน”

          กมลยิ้มกริ่มขึ้นมาทันที...

          “แล้วนี่จะไปไหน จะกลับบ้านเลยรึเปล่า”

          “ว่าจะไปซื้อแป้งสาคู น้ำตาล ซื้อของไว้เตรียมทำพรุ่งนี้ จะไปซื้อที่ไหนดี”

          “ก็ที่ร้านแม่ผมซิ”

          เรณูทำหน้าเมื่อย...

          “ไปเถอะ...ยิ่งหนี มันก็ยิ่งห่าง สู้เห็นกันทุกวัน คุยกันแล้ว อาจจะทะเลาะกัน แต่บางทีมันก็จะทำให้คุ้นกันขึ้นมาก็ได้”

          “คมกริบเลย...คิดได้เองรึเปล่า”

          “ผมไม่ใช่หนอนหนังสือแบบเฮียตงเขาหรอก...แต่อาจจะฟังมาจากวิทยุหรือจำจาก หนังมาก็ได้นะ...ไป ๆ พี่...จะซื้ออะไรก็ซื้อที่บ้านนั่นแหละ...เข้าถ้ำเสือไปเลย...สนุกดี” ว่าแล้วเขาก็ยิ้มหวานให้กำลังใจ...แต่เขาไม่กลับไปด้วย เพราะต้องการไปกินกาแฟร้อนกับไข่ลวกที่ร้านหัวมุม


          พอเรณูหาบกระจาดไปถึงที่ร้าน ก็พบน้องชายอีกคนของปฐมกำลังง่วนจัดของอยู่ ระหว่างประสงค์กับเรณูยังไม่มีใครแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน ประสงค์ก็ไม่รู้ว่าเรณูเป็นใคร...

          “รับอะไรดี” เขาหันมาถาม...

          “แป้งสาคูเม็ดเล็กมีไหม”

          “มี เอาเท่าไหร่”

          หลังเรณูบอกจำนวนที่ต้องการไปแล้ว พ่อค้าก็กุลีกุจอไปตักใส่ถุงกระดาษขึ้นตราชั่ง... ช่วงนั้นเรณูก็มองเข้าไปในบ้านไม่พบเงาของนางย้อยกับเจ๊กเซ้ง...

          “เอาอะไรอีกไหม”

          “น้ำตาลทรายสองโล น้ำตาลปี๊บหนึ่งโล แป้งข้าวจ้าวอีกหนึ่งโล แป้งมันครึ่งโล เกลือถุงเล็กถุงหนึ่ง แล้วมีปูนแดงมีไหม เอาสลึงนึง”

          เขายิ้ม เมื่อลูกค้าสาวหน้าตาแฉล้มสั่งของยาวเหยียดรวดเดียว...แล้วพอเห็นหาบที่ วางอยู่ หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน...

          “เอ่อใช่...ซ้อเรณูรึเปล่า”

          “ใช่...ใช่จ้ะ” ริมฝีปากของเรณูแย้ม ดวงตาเป็นประกายฉ่ำเพราะรู้สึกดีใจที่ได้ยินคำว่า ‘ซ้อ’

          “เป็นไงขนมขายดีไหม” ประสงค์กับกมลนั้นนอนห้องเดียวกัน พออยู่กันตามลำพัง กมลก็บอกเล่าเรื่องปฐมกับเรณูให้ฟังอย่างละเอียด...

          “ขายดีเกินคาด...พรุ่งนี้ว่าจะทำเพิ่มสักอย่างละสามถาด...ทำมากกว่านี้กลัว ขายไม่หมด ทุนหายกำไรหด”

          “ผมเอาใจช่วยนะซ้อ” บอกแล้วเขาก็หันไปตักของใส่ถุงให้...

          “แล้ว  เอ่อ...รู้ได้ไงว่า เป็นพี่”

          “ก็...เห็นหาบ ถึงนึกขึ้นได้ แล้ว ซา มันก็บอกเล่าเรื่องของพี่ให้ฟังคร่าว ๆ” เขาตอบพลางชั่งตวง...

          “แล้วนี่ แม่ไปไหน” เรณูอดจะถามถึงนางย้อยไม่ได้...เพราะเจ็ดโมงเกือบแปดโมงเช้า จะว่าสายแล้วก็ได้

          “ไปปากน้ำโพกับเตี่ย เพิ่งเดินไปสถานีรถไฟเมื่อตะกี้นี้เอง คล้อยหลังไป ซ้อก็มา”

          “ไปทำอะไรกัน” เรณูซักเพื่อจะหยั่งเชิงว่า น้องของปฐมคนนี้ มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร...แต่เบื้องต้นเรณูก็รู้สึกชื่นใจที่เขาแสดงความ เป็นมิตร ยกย่องนับถือ ให้เกียรติตน

          “ก็ไปซื้อของมาเข้าร้าน แล้วก็ไปส่งข่าวญาติ ๆ ทางโน้นเรื่องงานแต่งของผม ไปเยี่ยมอาสี่ด้วย...พอออกจากบ้านแล้วก็มีธุระยาวเป็นหางว่าว”

          “เสียดาย วันนี้ขายดี ไม่งั้น จะเอาขนมมาให้เธอชิม”

          “ผมได้กินแล้ว ทั้งสองวันที่อาซามันเอามานั่นแหละ อร่อยดีซ้อ แต่อันใหญ่ไปนิดนะ ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบกินของหวาน...อ้อซ้อ ผมรับนิตยสารบางกอก สกุลไทย ศรีสยาม ...ในนั้นมีคอลัมน์ขนมอาหารไทย ซ้อจะเอาไปดูบ้างไหม”

          “น่าสนเหมือนกัน”

          “เดี๋ยวว่าง ๆ ผมจะตัดคอลัมน์พวกนี้ฝากซาไปให้นะ...เผื่อจะเจอช่องทางทำอะไรใหม่ ๆ”

          เรณูรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองนั้นชุ่มชื่นอย่างประหลาด...กระทั่งตอนที่เขา คิดเงินเสร็จ โดยการเขียนลงกระดาษ บอกราคาไว้ด้านท้ายบรรทัด...เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวผมให้ไปในราคาทุนนะซ้อ”

          “ของซื้อของขาย คิดมาเหอะ พี่เข้าใจ”

          พอดีกับที่กมลเดินกลับมา... “อ้าว...ยังอยู่รึ...นึกว่ากลับไปแล้ว”

          ตอนนั้นของที่เรณูซื้อ ลงไปอยู่ในกระจาดทั้งสองข้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เอากระด้งปิดไว้...กมลจึงมองเห็น

          “กำลังคิดเงิน.”

          “เฮีย...แถมให้พี่เขาบ้างหรือเปล่า”

          “ให้ไปในราคาทุน”

          “ม้าไปปากน้ำโพหรือยัง” ถามแล้วกมลก็มองเข้าไปในบ้าน

          “ไปแล้ว ไปก่อนซ้อเขาจะมา”

          “วิเศษเลย” ว่าแล้วกมลก็รีบเดินไปตักน้ำตาล ตักแป้ง ใส่ถุงกระดาษให้มากกว่าที่เรณูซื้อเสียอีก

          “เอานี่ไปด้วยนะพี่...ให้ไปฟรี ๆ เลย ไม่เกี่ยวกับที่ซื้อ...อย่าคิดอะไรมาก...ไม่ได้ให้เปล่าหรอก แค่พี่ทำเพิ่มจากส่วนทำขายแล้วก็เทใส่ถาดใส่จาน แบ่งไว้ให้ผมให้เตี่ยให้คนงานกินกันบ้างเท่านั้น...ถือว่าช่วย ๆ กันนะ”

          พอได้ยินดังนั้น เรณูก็ยิ้มออกมาพร้อมกับมีน้ำตาคลอลูกนัยน์ตาเพราะซึ้งใจว่า ‘มิตรกระจิตมิตรกะใจ’ ที่หยิบยื่นให้พวกเขาก่อน มันไม่ได้สูญเปล่า...

*************

Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #6 on: 29 February 2020, 16:48:36 »

ตอนที่ 7 : 500 ไมล์


            ๗
 
          “หาบอะไรกลับไปละแม่” หมุ่ยนี้ร้องทักแม่ค้าขายขนมหวานที่ตนเพิ่งช่วยซื้อมาเมื่อตอนไปเดินตลาดเช้า ซึ่งเป็นกิจวัตรสร้างสุขประจำวันอีกอย่างหนึ่งของหมุ่ยนี้

          เรณูหยุดก้าวขา ยิ้มหวานให้...แล้วตอบด้วยเสียงแช่มชื่นว่า “แป้งกับน้ำตาลจ้ะเจ๊”

          “ขายดีใช่ไหม”

          “ขายหมดเกลี้ยงเลยจ้ะ เลยมีแรงทำต่อ”

          “แต่ขนมเธออร่อยจริง ๆ ...แม่แจ้ ยังชมเลยว่า ฝีมือใช้ได้”

          พอหมุ่ยนี้บอกอย่างนั้น เรณูก็ยิ้มแล้วค้อมศีรษะเป็นเชิงขอบคุณให้กับแม่ของเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์ ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโล้นอยู่ที่หน้าร้าน

          “พรุ่งนี้จะทำขนมแบบเดิมหรือเปล่า”

          “ว่าจะทำเปียกปูน กับตะโก้สาคู”

          “เก็บไว้ให้อย่างละ ๖ ห่อแล้วกันนะ ตอนเช้าถ้าแจ้ไม่ไปเอาเองก็จะให้เด็กไปเอามาใส่บาตรพระ”

          “จ้ะ...ขอบคุณมากนะจ๊ะ...ฉันไปก่อนนะจ๊ะ”

          ตอนที่เรณูเอ่ยลา...จันตาที่เดินไปซื้อสมุนไพรจีนมาตุ๋นไก่ ที่หมุ่ยนี้ซื้อมาจากตลาดสด เดินกลับมาพอดี...เรณูยิ้มให้ จันตายิ้มบาง ๆ ตอบกลับ...พอเรณูคล้อยหลัง จันตามาถึง...หมุ่ยนี้ก็บอกกับมารดาที่มีหนังสือพิมพ์จีนอยู่ในมือว่า “คนนี้แหละม้า สะใภ้ใหญ่ของพี่ย้อย”

          “อ้าว แล้ว ทำไม อีถึงต้องมาหาบขนมขาย ทำไม ไม่ใช่ช่วยกันอยู่ที่ร้าน แล้วนี่เขาหาบของไปไหน”

          “ได้ยินมาว่า พี่ย้อยเขาไม่ชอบอี เพราะตี๋ใหญ่มันไปได้อีมาจากตาคลี พี่ย้อยแกรังเกียจว่าอีเคยทำงานอยู่ในบาร์  คลุกคลีอยู่กับพวกทหารฝรั่ง ก็เลยให้ไปอยู่บ้านที่หลังโรงสี ผัวอีกลับไปเป็นทหารเกณฑ์เหมือนเดิม อีอยู่ทางนี้อีก็ทำขนมขาย วันนี้ทำวันแรก อั๊วฟังเรื่องของอีแล้ว อยากอุดหนุนให้กำลังใจกัน...ก็เลยซื้อมา ๔ ห่อ...แต่ถ้าม้าว่าอร่อย พรุ่งนี้อั๊วก็จะช่วยอีซื้อใส่บาตรพระเพิ่มอีกหน่อยแล้วกัน”

          อาม่ามองจันตาที่มองตามหลังผู้หญิงคนนั้นไป พอลูกสาวเดินเข้าไปหลังร้าน อาม่าก็บอกว่า

          “จันตา วันหน้าอาม่าไม่อยู่แล้ว ถ้าลื้อไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ลื้อก็ทำขนมที่อาม่าสอนลื้อไว้ ออกขายนะ ทำเหมือนกับที่สะใภ้อาย้อยอีทำนี่แหละ”

          “อาม่า” จันตารู้สึกใจหาย...เพราะช่วงหลัง ๆ อาม่าดูจะเป็นห่วงเป็นใย และพูดเป็นเชิงสั่งเสียอยู่บ่อยครั้ง...

          “อาม่าแก่แล้ว...ลูกหลานของอาม่า อาม่าไม่ห่วงใครแล้ว ตอนนี้ ห่วงเดียวของอาม่าก็คือลื้อ”

          จันตาน้ำตาหยดติ๋งลงมา แล้วหญิงสาวก็ทรุดตัวลงกอดขาอาม่าซบหน้าแล้วร้องไห้...

          “อาม่าอย่าเพิ่งไปไหน อาม่ายังแข็งแรง ยังต้องอยู่กับแจ้ กับหนู ไปอีกนาน อาม่าอย่าพูดแบบนี้อีกนะ หนูใจคอไม่ดี”

          มือเหี่ยวย่นลูบหัวจันตาเบา ๆ จันตาสัมผัสถึงความรักจากคนที่ไม่ใช่พ่อแม่แต่ให้ความรักความอาทรกับตนก็ ยิ่งน้ำตาไหลออกมาอย่างพร่างพรู...พอหมุ่ยนี้เดินกลับมา...นางก็บอกว่า “เป็นอะไรกัน ทำไมร้องห่มร้องไห้”
 


          ‘วรรณา’ สู้ อุตส่าห์นั่งรถไฟจากสถานีบึงบอระเพ็ดไปที่อำเภอตาคลี เพื่อไปส่งข่าวเรื่องแม่ป่วยหนักให้พี่สาวรับรู้ แต่พอไปถึง คนในบาร์ก็บอกว่า เรณูมาอยู่บ้านผัวซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ยังไม่ปลดประจำการณ์ที่ตลาดชุมแสงเสียแล้ว

          พอรู้ว่าเรณูย้ายไปอยู่ที่ไหน วันรุ่งขึ้น วรรณาก็นั่งรถไฟจากตาคลี ‘ขึ้นเหนือ’ ซึ่งจะต้องผ่านสถานีปากน้ำโพที่ตัวเองเพิ่งโดยสาร ‘ล่องใต้’ มา เมื่อวาน...พอรถไฟมาถึงสถานีปากน้ำโพ ซึ่งอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำน่าน เยื้อง ๆ กับตลาดปากน้ำโพที่อยู่ฝั่งทิศตะวันตกของต้นแม่น้ำเจ้าพระยา วรรณาก็ถอนหายใจเบา ๆ เพราะถ้าลงที่สถานีนี้ เธอก็สามารถนั่งเรือข้ามฟากกลับเข้าโรงเรียนสอนตัดผ้า ที่เธอมาอยู่อาศัยหาความรู้และใช้แรงงานแลกกับที่พักและอาหารสามมื้อไปด้วย

          ขณะที่มองของกินในถาด ในตะกร้า ในมือของพ่อค้าแม่ค้าที่ชูกันสลอนผ่านหน้าต่างยั่วน้ำลายช่วงที่รถหยุด รับ-ส่งผู้โดยสาร วรรณาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของผู้ชาย...ซึ่งนั่งลงข้าง ๆ แล้วเอียงหน้ามาถาม จนปากจะถึงใบหน้าของเธอ...“ที่ว่างใช่ไหม นั่งด้วยนะ”

          วรรณาหันมามอง สบตากรุ้มกริ่มของเขา แล้วก็ขยับหนีไปจนชิดหน้าต่าง...

          “จะไปไหนเหรอ”

        วรรณาหันมาค้อนให้ หน้าบึ้ง แล้วก็หันไปมองด้านนอกต่อ...

          “เอ้า...ถามก็ไม่ตอบ...ไม่ได้เอาปากมาด้วยหรือไง”

          “ไปธุระ” วรรณาตอบไปด้วยเสียงห้วน ๆ

          “ธุระอะไร ที่ไหน”

          วรรณานั่งนิ่ง...กระทั่งรถไฟได้เคลื่อนออกจากสถานี...เสียงหวูดรถไฟดังพร้อม กับเสียงล้อเหล็กบดกับรางที่ทอดยาว...คนที่นั่งตรงกันข้าม เป็นชายหญิงวัยกลางคนขึ้นมาจากสถานีลพบุรี จุดหมายที่ได้คุยกันเมื่อก่อนหน้า คือทั้งคู่จะไปเยี่ยมญาติที่พิษณุโลก...วรรณาไม่ใช่คนช่างซักช่างถาม ข้อสนทนาระหว่างนั่งรถไฟมานานนับชั่วโมงจึงมีแค่นั้น...กระทั่งมีชายหนุ่ม ขึ้นมานั่งข้าง ๆ แทน ป้าคนหนึ่งซึ่งขึ้นมาจากสถานีเขาทอง แล้วลงจากรถเมื่อถึงสถานีปากน้ำโพ...

          เขาเห็นวรรณามองออกไปนอกหนาต่าง เขาก็ก้มตัวมองออกไปบ้าง... “มองหาอะไร”

          วรรณาหันมาค้อนให้เขา กระเถิบหนีไปจนไม่มีที่ให้ขยับ... เขายิ้มให้ตาเป็นประกาย ฟันของเขาเรียงเสมอกันสวยงาม หน้าตาของเขาดีทีเดียว แต่วรรณารู้ว่ามันเป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเล่ห์กลของผู้ชายเจ้าชู้ไก่แจ้...

          “จริง ๆ เราก็รู้จักกัน ทำไมเรา ถึงไม่คุยกันละ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า”

          “แม่ป่วย ไม่มีเงินรักษา” วรรณาตัดบทด้วยเสียงห้วน ๆ คิดว่าเขาจะไม่ซักถามอีก

          “ป่วยเป็นโรคอะไร”

          “เป็นหมอรึไง”

          “ไม่ได้เป็น...ตัวเองก็รู้ว่าเราเรียนช่างยนต์ ให้ซ่อมรถ ก็พอซ่อมได้นะ”

          “ไม่ได้เป็นหมอ ก็ไม่ต้องซัก...นั่งเงียบ ๆ ไป อยากอยู่เงียบ ๆ”

          “ดุชะมัด...วัน ๆ ยิ้มบ้างหรือเปล่า” เขายังไม่เลิกเซ้าซี้...วรรณาถอนหายใจอย่างแรง...ป้าคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม คงจะสังเกตเห็นหนุ่มสาวจีบกันแล้วเขินแทน จึงยิ้มบาง ๆ ใบหน้าของวรรณาเลยยิ่งแดงซ่านขึ้นมา

          “ยังไม่ได้บอกเลยว่าแม่ป่วยเป็นอะไร”

          “ไม่รู้...แต่อาการไม่ดีหรอก”

          “อ้าว...แล้วไม่ได้พาไปหาหมอรึ”

          “พาไป หมอก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ให้แต่ยาแก้ปวด แล้วอาการก็ทรุด  ลง” วรรณาเว้นประโยคที่ว่า ‘จนต้องเรียกรวมลูกหลาน’

          “แล้วนี่จะไปไหน”

          ตอนที่เขาถาม รถไฟเคลื่อนขบวนมาถึงถิ่นฐานบ้านช่องของตน...วรรณามองไปทางบ้านของตนที่ตอนนี้ พี่ ๆ ของเธอมาจนครบหมดแล้ว ขาดก็แต่พี่เรณูคนเดียว แล้วถอนหายใจออกมา... “ไปชุมแสง”

          “ไปที่เดียวกัน เราก็ไปชุมแสง...เธอไปทำอะไรที่นั่น”

          “แล้วเอ่อ...นาย ไปทำอะไรที่นั่น” ด้วยเพียงแต่เคยเห็นกัน...ไม่เคยคุยกัน วรรณาจึงไม่รู้ว่าจะใช้สรรพนามเรียกเขาอย่างไรถึงจะเหมาะสมกับฐานะ ‘ลูกหลานตระกูลแบ้’

          “บ้านเราอยู่ที่นั่น เราคนชุมแสง”

          วรรณาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะตั้งแต่แม่พามาฝากให้อยู่ที่โรงเรียนสอนตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นลูกมือเป็นเด็กรับใช้ในร้าน ตั้งแต่จบ ป.๗ เธอก็เห็นเขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ ถีบจักรยาน เดินอยู่ในตลาดปากน้ำโพแล้ว...เขาเป็นคนชุมแสงหรอกรึ...
 
          รถไฟ จอดรอสับหลีกที่สถานีทับกฤชเป็นเวลานานมาก...พ่อค้าแม่ค้าจึงฉวยโอกาสนั้น เดินขึ้นตู้รถไฟมาขายของ...เริ่มต้นที่ฝักบัว กับรากบัวเชื่อมมันอาจจะเป็นของแปลก สำหรับคนต่างถิ่น แต่สำหรับวรรณาที่เติบโตมากับบึงบอระเพ็ด...หญิงสาวจึงเมินหน้าหนี...ถัดมา เป็นแม่ค้าขายข้าวเหนียวไก่ย่าง กลิ่นของมันหอมยั่วน้ำลายจนวรรณาต้องเมินหน้าหนีอีกเช่นกันด้วยรู้ดีว่าเงิน ในกระเป๋าของตนมีอย่างจำกัด...หญิงสาวมองไปด้านนอกไม่สบตาคนขายแต่กระนั้น กลิ่นของนกระจาบทอดที่ร้อยตอกมาเป็นพวง กุ้งทอดเป็นแพอยู่ในกระทง รวมถึงปลาเห็ดร้อยเป็นพวงที่พ่อค้าแม่ค้า ดาหน้ากันมาร้องเรียกให้ช่วยซื้อ นั้นก็ทำให้วรรณาต้องน้ำลายลงคอครั้งแล้วครั้งเล่า...

          กระทั่ง...เขาใช้ข้อศอกของเขากระทุ้งแล้วบอกว่า “เอาโอเลี้ยงนะ เราเลี้ยงเอง”

          “เกรงใจ” แม้จะรู้สึกกระหาย แต่วรรณาก็ต้องอดทน...เพราะอีกแค่สองสถานีก็จะถึงจุดหมายแล้ว

          “เอาโอเลี้ยงสอง” เขาสั่ง

          พ่อค้าเร่ส่งกระป๋องนมเปิดฝาเจาะรูร้อยด้วยเชือกกล้วยซึ่งบรรจุน้ำแข็งและโอเลี้ยงพร้อมหลอดส่งมาให้...เขารับมาถือไว้ก่อนจะส่งเหรียญบาทสองเหรียญไปให้ พ่อค้า แล้วยื่นกระป๋องใส่โอเลี้ยงให้วรรณา หญิงสาวชักสีหน้าว่าเกรงใจ...

          “รับไปเหอะ...แด่มิตรภาพ”

          วรรณาจำต้องรับโอเลี้ยงจากมือของเขามา แต่ก็ยังไม่ได้กินในทันที...สายตาของวรรณานั้นเหม่อมองไปยังข้างทาง มองไปยังบ้านที่รถไฟวิ่งเลยมาแล้ว ป่านนี้อาการของแม่จะเป็นอย่างไรบ้าง...ถ้าแม่ตาย  ‘ไอ้ป๊อก’ มัน จะอยู่กับใคร? ให้ไปอยู่กับพ่อมัน...พี่สายทองก็คงไม่ยอม...จะให้อยู่กับพี่สะใภ้ในบ้าน หลังเดิม นางก็เป็นคนเค็มจัด แถมมีลูกเป็นโขยง...ไอ้ป๊อกมันคงไม่มีความสุข...หมดบุญแม่เสียแล้ว บ้านหลังนั้นก็คงจะไม่ใช่บ้านของเธออีกต่อไป...คนที่ลำบากสุดก็คงจะเป็น ไอ้ป๊อกเพราะมันเพิ่งจะอยู่แค่ชั้น ป. ๑

          “กินซะที...น้ำแข็งละลายหมดแล้ว” คนข้าง ๆ ยังไม่เลิกเซ้าซี้...วรรณาได้ยินดังนั้นจึงจัดการน้ำโอเลี้ยงจนเกลี้ยง เหลือไว้แต่น้ำแข็งที่รอละลาย...
 

          ลงจากรถไฟมาแล้ว...วรรณาก็เดินไปหารถสามล้อถีบที่จอดอยู่...ส่วนเขานั้นยัง คุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ ...พอวรรณานั่งรถสามล้อไปแล้ว เขาก็ยิ้มออกมา...เพราะร้านที่วรรณาถามเขาระหว่างอยู่บนรถไฟ ก็คือบ้านของเขาเอง...และวันนี้ที่เขากลับมาบ้านเพราะ ‘อาอึ้ม’ หรือ ป้าสะใภ้ของเขา ที่เขาอาศัยอยู่ด้วย ให้มาแจ้งข่าวกับแม่ เรื่องเช่าซื้อตึกแถวที่เพิ่งขึ้นใหม่ เผื่อเก็บไว้ทำการค้า หรือเก็บไว้ปล่อยให้คนอื่นเช่าไปก่อน...

          พอรถสามล้อถีบที่มีวรรณานั่งโดยสารเคลื่อนจากไป เขาก็ขึ้นรถสามล้ออีกคัน...พอใกล้ ๆ ถึงบ้าน เขาก็ให้รถจอด ลงจากรถแล้วเดินเข้าไป บุญปลูกเห็นเขาก็อุทานออกมา...วรรณาที่ยืนอยู่กับประสงค์และบุญปลูกหันมาหา เขา...

          “อ้าว มาอย่างไร” ประสงค์ทักน้องชายคนเล็ก

          “อึ้ม ให้มาส่งข่าวให้ม้ารู้เรื่องตึกสร้างใหม่”

          วรรณาหน้ามุ่ย รู้สึกเคืองที่เขาไม่ยอมบอกกับเธอว่าเขาเป็นลูกชายร้านนี้...หลังจากที่เธอบอก ชื่อร้านไปแล้ว...เขาเห็นดังนั้นจึงอมยิ้มที่ทำให้วรรณาประหลาดใจได้...แต่ วรรณาก็เมินหน้าหนีสายตาของเขา...

          “ม้า กับ เตี่ย ก็นั่งรถไฟไปปากน้ำโพ เมื่อเช้า จะไปส่งข่าวให้อาม่า กับพวกอาแปะ รู้เรื่องเฮีย จะแต่งงาน”

          “แต่งงาน ! ...แต่งกับใคร เมื่อไหร่”

          “เรื่องมันยาว...เดี๋ยวค่อยเล่า” เพราะมีวรรณา ผู้ซึ่งมาแจ้งว่าเป็นน้องสาวของเรณูอยู่ด้วย ประสงค์จึงยังไม่บอกเรื่องราวร้อน ๆ เมื่อก่อนหน้านั้น ให้น้องชายรับรู้...

          “แล้วนี่...ตกลงมาธุระอะไร” ตอนอยู่บนรถไฟ เขาถามวรรณาว่าจะมาทำอะไรที่ ‘ร้านนี้’ วรรณาก็ไม่ได้บอกเขาเหมือนกัน บอกแต่ว่า ‘มาธุระ’ ...วรรณาคงไม่คิดว่าจะเป็นเรื่อง ‘จุดไต้ตำตอ’

          “มาหาพี่สาวเขา” ประสงค์เป็นฝ่ายตอนแทน ตอนนั้นบุญปลูกผละเข้าไปดูลูกค้าแล้ว...

          “ใครละพี่สาวเขา” คนที่เพิ่งมาใหม่ยังคงงงงวย...เพราะพี่สาวของเจ้าหล่อนจะมาอยู่ที่ร้านนี้ ซึ่งเป็นบ้านเขาได้อย่างไรกัน

          “พี่เรณู เมียตั่วเฮีย เขาเป็นอาซ้อของพวกเรา เป็นพี่สาวของน้องเขา...นี่เขามาถามหาพี่สาวเขา”

          “ตั่วเฮียมีเมียแล้ว!” นับเป็นอีกเรื่องที่สร้างความประหลาดให้กับมงคล...
 
          พอรู้ต้นสายปลายเหตุคร่าว ๆ มงคลก็เสนอตัวเป็นคนพาวรรณาไปหา ‘พี่เรณู’ ของเจ้าหล่อน ซึ่งเป็น ‘อาซ้อ’ ของ เขา...เขาเดินเคียงคู่มากับวรรณา  หญิงสาวเป็นผู้หญิงวัยเดียวกับเขา อายุ ๑๗ ย่าง ๑๘ ปี ร่างกายบอบบาง เสื้อกางเกงที่สวมใส่นั้นทันสมัย เพราะเจ้าหล่อนอยู่กับโรงเรียนสอนตัดผ้า...

          ‘นารีรัตน์’ เพื่อน ร่วมชั้นเรียนของเขา และเป็นอดีตคนรักของเขา เป็นลูกสาวโรงเรียนสอนตัดเสื้อแห่งนั้น ความสัมพันธ์ ของเขากับนารีรัตน์ เพิ่งจะขาดลง เมื่อนารีรัตน์ตัดสินใจเข้าไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่...ส่วน เขานั้นเลือกที่จะเรียนวิชาช่างยนต์ที่โรงเรียนการช่างนครสวรรค์

          หญิงสาวบอกกับเขาว่า น่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น และถ้าวันหนึ่งข้างหน้าความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กันมันยังเหมือนเดิม...ถึงเวลานั้น ก็ค่อยว่ากันอีกที...ซึ่งมงคลรู้ดีว่า มันจะไม่มีวันนั้นอย่างแน่นอน...เพราะหลังจากที่นารีรัตน์จากไป...ใจของเขาก็ไม่ได้คิดถึงเจ้าหล่อนสักเท่าไหร่

          “ตลกดีเนอะ...จุดใต้ตำตอแท้ ๆ เลย เรากลายเป็นญาติเกี่ยวดองกันเฉยเลย” เขาชวนคุย...

          “เดินเร็วหน่อยได้ไหม” วรรณาที่รีบเดินหันมาบอกเขา...

          “จะถึงแล้ว...ข้างหน้าโน่นไง...เห็นปล่องโรงสีนั่นไหม”

          ไม่ใช่แค่ปล่องโรงสีที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่จมูกของวรรณาได้กลิ่นของขี้หมูลอย อบอวลมาด้วย...

          “นี่อาซา พี่ชายคนที่สามของเรา” มงคลบอกกับวรรณาเมื่อพบว่ากมลที่นั่งอยู่ ยิ้มให้เขาและหญิงสาวที่มาด้วยกัน

          วรรรณายกมือไหว้...แต่ไม่ได้กล่าวคำว่า ‘สวัสดี’ แต่ อย่างใด เพราะจะว่าไปแล้ว กมลเองก็ไม่ได้ดูแก่กว่าตนเองสักเท่าไหร่... แต่เมื่อเขาแนะนำว่าเป็น พี่ชายของเขา เธอจึงต้องแสดงอาการอ่อนน้อมไว้ก่อน...

          “ใครรึ” ตอนนั้นกมลคิดว่า ‘นี่ ตี๋เล็ก พาเมียเข้าบ้านมาให้ม้าปวดหัวเหมือนตี๋ใหญ่อีกคนหนึ่งรึ’ แต่พอได้คำตอบเขาก็เลิกคิ้ว...แล้วยิ้มกริ่มออกมา

          “น้องอาซ้อ เขามาหาอาซ้อ...เธอชื่ออะไรนะ ใช่ชื่อวรรณาป่ะ”

          “ใช่ หนูชื่อวรรณา เป็นน้องพี่เรณู” ประโยคนี้วรรณารวบรัดไปตอบกมล เขาทำหน้ารับรู้

          “พี่เรณูอยู่ที่ไหนจ๊ะ” วรรณารีบเข้าเรื่องของตนเอง เพราอยากจะกลับให้ทันรถไฟเที่ยวบ่าย...

          “อยู่หลังบ้าน...มีเรื่องอะไรกันรึ”

          “หลังบ้านตรงไหน” วรรณาชะเง้อไปทางที่เขาบอก...

          “แม่เขาป่วยหนัก เขามาตามอาซ้อกลับไปเยี่ยม” มงคลรีบบอกธุระร้อน ๆ ของหญิงสาว ได้ยินดังนั้น กมลก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินนำวรรณาและมงคลไปหาเรณูที่ง่วนอยู่กับงานที่บ้าน เพิงหมาแหงน...

          โชคของเรณูยังดีที่ยังไม่ได้ผ่ามะพร้าวแล้วขูดไว้เพื่อทำขนม...พอทราบเรื่อง จากวรรณา เรณูก็รีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าผ้าใบย่อม...ก่อนจะพาน้องสาวเดินมาหากมลที่ โรงสี ส่วนมงคลนั้นหลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับเรณูแล้ว เขาก็ขอตัวกลับบ้านไปกินข้าว ไปพักผ่อน ปล่อยให้พี่น้องคุยกันตามลำพัง...

          “อาซา พี่มีเรื่องจะรบกวนหน่อย...คือ พี่อยากจำนำสายสร้อยเส้นนี้ไว้กับเธอก่อนได้ไหม พี่ไม่อยากไปร้านทอง” เรณูวางสร้อยคอหนักหนึ่งบาทลงบนโต๊ะ เขามองดูทองแล้วเงยหน้ามองพี่สะใภ้...

          “พี่จะเอาเท่าไหร่”

          “ทองหนักหนึ่งบาท พี่ขอ ๓๐๐ ได้ไหม ติดตัวไว้ก่อน เผื่อต้องใช้...แล้วกลับมาแล้วพี่จะรีบหาเงินมาไถ่คืนให้เร็วที่สุด”

          “ผมให้ไป ๔๐๐ เลยแล้วกัน เผื่อเหลือเผื่อขาดนะ มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาไถ่ แต่ว่า ผมต้องกลับไปเอาเงินที่บ้านนะ พี่รอที่นี่ก่อนแล้วกัน”

          แม้ว่าแม่จะไม่ได้ให้เงินไว้ใช้เป็นรายเดือนเช่นน้องชายคนเล็ก แต่ทุกปีช่วงก่อนปีใหม่ แม่จะให้เงินพิเศษให้เขากับพี่ ๆ ไว้ตัดเสื้อกางเกงใส่เที่ยว เขาเองยังไม่นึกอยากหล่ออยากโก้เก๋อย่างพี่ชายคนโต คนรอง เขาก็เก็บเงินไว้ แล้วช่วงตรุษจีนแม่ก็ยังให้เงินอั่งเปาพวกเขาอีก แม้จะไม่มาก แต่ว่าพอหลายปีเข้า มันก็มีอยู่ถึงหลักพันบาท...

          หลังกมลขี่รถจักรยานกลับไปที่ร้านค้า วรรณาก็เปรยขึ้นมาว่า “น้องผัวพี่คนนี้ดูจิตใจดีจังเลยเนอะ”

          “จิตใจดี คุยตลกด้วย...พี่คุยกับเขาแล้ว อยากให้เขาเห็นแก...อยากให้แกเห็นเขา อยากได้เขามาเป็นน้องเขย”

          “อ้าว เขายังไม่มีแฟนเหรอ”

          “อีแจ่ม เมียคนงานมันบอกว่า ไม่มีนะ เห็นทำแต่งาน เขาเป็นคนชอบดูหนัง ชอบกิน กินเก่ง ดีแต่ว่าไม่อ้วน เขายังเหมือนคนไม่เป็นหนุ่มเต็มตัวด้วย แต่เขาเป็นคนขยัน งานการที่นี่เขาเป็นหูเป็นตาแทนพ่อเขาได้ ซื้อข้าวเปลือกแทนได้ ขายข้าวแทนได้ รับข้าวไว้สีได้ คุมคนงานได้ คนงานก็รักเขา แจ่มว่าเขาไม่ดุด่าใคร ...แล้วตั้งแต่พี่มาอยู่ที่นี่ ก็ได้เขานี่แหละให้ความช่วยเหลือมาตลอด พี่ใช้ฝากฝังพี่ไว้กับเขาด้วยมั้ง...เพราะตอนนั้น คนที่เฝ้าร้านค้า อยู่น่ะ เขาชื่อตง ยังบวชพระอยู่เลย”

          วรรณานิ่งฟัง...

          “แล้ว แกละ มากับน้องคนเล็กของเขาได้อย่างไร”

          “เรื่องบังเอิญน่ะ ใครจะไปรู้ว่า จะมาเจอกันบนรถไฟ ที่สถานีปากน้ำโพ แล้วหนูก็ถามเขาว่าร้านค้าป้าย้อยไปทางไหน เขาก็บอกไม่ไกลหรอก พวกสามล้อมันรู้ แล้วพอหนูนั่งรถมา เขาก็นั่งรถสามล้อตามมา...อ้อ ลืมบอกไป ว่า จริง ๆ แล้ว หนูเห็นเขามานานแล้ว รู้ว่า เขาชื่อสี่ เป็นพวกลูกหลานเศรษฐีในตลาด บ้านช่องใหญ่โตมีกิจการหลายอย่าง เขาเอง ก็ขี่จักรยาน ขี่รถเครื่องแรมเบตต้าร่อนอยู่ในตลาด แล้วเขาเรียนหนังสือชั้นเดียวกับนารีรัตน์ลูกสาวคนเล็กของเจ๊หุย เหมือนเขาจะชอบ ๆ กัน มารับกันไปดูหนังบ่อย ๆ แล้วปีนี้ นารีรัตน์เขาไปเรียนที่เชียงใหม่ก็ห่าง ๆ กันไป หนูเคยถามนารีรัตน์ว่าเป็นแฟนกันหรือเปล่า...เขาบอกว่า เหมือนเป็น แต่ไม่ได้เป็น เป็นเพื่อนคนพิเศษ แล้วนารีรัตน์เขาก็ว่า อาสี่นี่เจ้าชู้จะตายไป เห็นผู้หญิงสวยหน่อยไม่ได้ เป็นต้องเข้าไปจีบไว้ก่อน...เมื่อกี้ตอนนั่งรถไฟมาด้วยกัน เขาก็ทำท่าชีกอใส่หนู แต่หนูไม่เล่นด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาเจ้าชู้ยักษ์...เขาเองเขาก็รู้ว่าหนูน่ะเป็นเด็กใน โรงเรียนสอนตัดผ้า เพราะตอนที่เขามารับมาส่งนารีรัตน์เขาก็เคยเห็นหนู...แต่เราไม่เคยคุยกัน หรอก”

        เพราะเรณูเลี้ยงมาตั้งแต่เกิดและเป็นผู้หญิงเหมือนกัน วรรณาจึงคุยยืดยาว...

          “แกก็สวยขึ้นมากนะ ปีนี้เท่าไหร่แล้ว”

          “๑๗ ย่าง ๑๘ รุ่น ๆ เดียวกับเขาแหละ”

          “แล้วมีหนุ่ม ๆ เข้าจีบบ้างหรือยัง”

          “วัน ๆ อยู่แต่ในร้าน ไม่ได้ออกไปเจอใครเลย”

          “ก็ยังเห็นอาสี่ขี่รถร่อนไปร่อนมาได้นี่”

          “ก็อยู่หน้าร้าน เดินไปซื้อของที่ตลาดบ้าง ก็พอได้เห็นกัน หนูน่ะโรงหนังก็ไม่ค่อยได้ไป เงินไม่ค่อยมี...แล้วเจ๊หุยเขาก็หวงด้วย...เขาว่า ถ้าเสียคน แม่จะว่าเขาเอาได้...หนูก็เลยต้องทำตัวดี ๆ มาอาศัยเขาอยู่ ถึงจะทำงานช่วยเขาแลกที่อยู่ก็เหอะ  แต่หนูก็ไม่อยากให้เขาเกลียดหนูหรอก”

          “คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว...แล้วนี่ เรียนไปถึงไหนแล้ว”

          “ก็ทำได้หมดแล้วแหละ แต่ยังไม่รู้จะขยับไปทำอะไร...ก็อยู่ที่นั่นเอาทักษะ เอาวิชาไปก่อน”

          “ตอนแรกพี่ก็กะจะเอาเงินที่มี เซ้งร้านขายผ้า แล้วจะให้แกมาอยู่ด้วยกัน มารับจ้างตัดผ้าอยู่ที่นี่...ส่วนพี่ก็ขายผ้าสำเร็จไป ...แต่พี่ใช้ผัวพี่น่ะ เขาบอกว่า อย่าเพิ่งเลย...เขาอยากให้พี่ออกลูกเสียก่อน แล้วรอให้เขาปลดทหารก่อนค่อยว่ากัน...ครั้นจะอยู่เฉย ๆ เงินทองก็ร่อยหรอ พี่ก็เลยทำขนมขาย วันนี้เพิ่งออกขายวันแรกเองนะ ขายดีมาก ชุมแสงคนเยอะ เช้ามาไม่รู้มาจากไหนกัน”

          “แล้วพี่ไปเจอกับผัวพี่ได้ไง”

          “เจอกันที่ตลาดตอนเช้า เขาเป็นทหารเกณฑ์อยู่แผนกอาหาร ต้องตามจ่าเที่ยงไปซื้ออาหาร พี่คุ้นกับจ่าเที่ยงดี เพราะแกทำบังกะโลให้พวก...พวก ไอ้กันมันเช่า  ตอนหลัง พี่ใช้เขาก็ตามจ่าเที่ยงไปเที่ยวที่บาร์กับพวกเพื่อนเขา ก็เห็นกัน คุยกัน”

          “แล้ว...เขาไม่ ไม่ เอ่อ ไม่รังเกียจว่าพี่เคยทำงานอยู่ในบาร์เหรอ”

          “เขา” เรณูจะพูดได้อย่างไรว่า เขารังเกียจหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เขาไม่ได้รักเธอเหมือนที่เธอรักเขาหรอก เธอได้เขามาเพราะเล่ห์กลมนตรา เพราะอยากเอาชนะคำสบประมาทของพวกรุ่นพี่ในบาร์ต่างหาก...แต่เรณูจะบอกกับ น้องสาวตามจริงไม่ได้ เหมือนที่เธอยอมรับกับคนอื่นว่ามาจากตาคลีจริง ๆ ทำงานในบาร์จริง ๆ แต่เธอทำงานในครัวไม่ได้ให้ใครเขาเช่า...เธอรู้ว่า อาจจะมีคนอย่างนางย้อยที่ไม่เชื่อคำพูดของเธอ แต่เรื่องอะไรที่จะต้องไปยอมรับตรง ๆ ปล่อยให้มันเป็น คำถามคาใจว่าจริงหรือไม่จริง เป็นหรือไม่เป็น กันอยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว

          “ถ้าเขารังเกียจ เขาจะพาพี่เข้าบ้านเขาเหรอ แกนี่ก็ถามได้เนอะ”

          ยังไม่ทันที่วรรณาจะถามอะไรต่อ กมลก็ปั่นจักรยานมาพร้อมกับรถสามล้อถีบหนึ่งคัน...พอมาถึง เขาก็ส่งเงินจำนวนสี่ร้อยให้เรณู แล้วก็บอกว่า

          “ผมไม่อยากให้พี่เดินไปสถานี ก็เลย ให้ลุงแกมารับตรงนี้เลย แล้วค่ารถผมออกให้แล้วนะ”

          “ขอบใจมาก ๆ นะซา...พี่ไปละนะ...เสร็จเรื่องแล้วจะรีบกลับให้เร็วที่สุด”

 
          ขึ้นรถไฟมาแล้ว...เรณูก็ซื้อข้าวเหนียวเนื้อทอดสองห่อ ไก่ย่างสองไม้ โอเลี้ยงอีกสองกระป๋องให้น้องสาวและตนเองกินระหว่างที่รถไฟวิ่งล่อง ใต้...ซึ่งจะต้องผ่าน สถานีคลองปลากด สถานีทับกฤช  และเธอจะต้องลงที่สถานีปากน้ำโพ แล้วพากันเดินกลับบ้าน...

          “ทำไมซื้อซะเยอะแยะเลย ไหนว่า เงินไม่ค่อยมี จนต้องเอาทองจำนำ”

          “อยากลองใจคนเล่น”

          “อะไรนะ”

          “ใส่ทองไปบ้าน ดีไม่ดี คนอื่นเห็นก็จะตาลุกวาว แล้วยืมไปจำนำซะอีก...จะซ่อนไว้ในกระเป๋าเดี๋ยวก็เรี่ยหายไป สู้ฝากเขาไว้ แล้วถือเงินมาดีกว่า...และที่สำคัญก็จะได้รู้ว่า อาซาน่ะเขาดีกับเราแค่ไหนด้วย แกก็เห็นแล้วนี่ว่าเขาน่ารักอย่างที่พี่ว่าไว้ไหมล่ะ”

          “พี่นี่ คิดได้แปลกดีนะ”

          “อย่าลืมซิว่า พี่เจออะไรมาบ้าง...แล้วพี่ยี่สิบสี่แล้วนะ อายุมากกว่าแกกี่ปี”

          “เจ็ดปี”

          “แล้วเป็นเจ็ดปีที่ชีวิตพี่เหมือนตกอยู่ในขุมนรกด้วย...มีลูกก็ไม่ได้เลี้ยง มีลูก ลูกก็ไม่รู้ว่าเป็นแม่ ไม่ได้เรียกพี่ว่าแม่...ต้องเรียกแม่ว่าพี่ แล้วก็ต้องระเหเร่ร่อนไปหากินในที่อย่างนั้น ใครเห็นก็มองด้วยสายตาเหยียดหยาม” พูดแล้วน้ำตาก็คลอลูกนัยน์ตา...แต่เรณูก็กะพริบไล่มันออกไปอย่างเร็วพร้อม กับสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความมั่นใจ...แต่ถึงกระนั้นความคับแค้นใจใช่ว่าจะ คลาย เมื่อได้ช่องระบาย...มันจึงพร่างพรูออกมา...

          “ได้ยินเสียงหวูดรถไฟทีไร ได้ยินเสียงล้อรถไฟบดกับกับรางเมื่อใด...พี่จะนึกถึงเพลง ๕๐๐ ไมล์ ตลอด”

          “นึกถึง ทำไม ทำไมต้องนึกถึง”

          “If you miss the train I’m on, you will know that I am gone.  หากเธอพลาดรถไฟขบวนนี้ โปรดรู้ไว้ว่าฉันได้จากไปแล้ว… “ เรณู  พรึมพรำภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษาไทยที่ท่องจำจนขึ้นใจเบา ๆ ...

          “You can hear the whistle blow a hundred miles, ทว่า เธอยังคงได้ยินเสียงกระซิบของฉันที่ห่างออกไปนับร้อย ๆ ไมล์...๑๐๐ ไมล์ที่หนึ่ง ๑๐๐ ไมล์ที่สอง ๑๐๐ ไมล์ที่สาม ๑๐๐ ไมล์ที่สี่ ...เธอยังคงได้ยินเสียงกระซิบของฉันที่ห่างออกไปนับร้อย ๆ ไมล์...Lord I’m ๕๐๐ miles from my home. พระเจ้า ฉันจากบ้านมาไกล ถึง ๕๐๐ ไมล์ ...ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ฉันไม่อาจกลับไปที่บ้านได้อีกแล้ว.”

          พอได้ยินเนื้อเพลงและคำแปลบางวรรคด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ของพี่สาวแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่วรรณาก็รู้สึกคอแข็งขึ้นมา...กระทั่งเรณู พูดด้วยเสียงเครือ ๆ ว่า “ณา...พี่เดินมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปสดใสไร้เดียงสาแบบแกได้อีกแล้ว...แก จะเข้าใจที่พี่พูดไหม”...

          “เข้าใจ” วรรณาน้ำตาไหลเพราะรู้ดีว่าเมื่อแปดปีก่อน ที่บ้าน มีเหตุการณ์อะไรเกิดอะไรขึ้นกับเรณู!


 
          พอแม่ไม่อยู่ทำกับข้าวให้กิน สามหนุ่มก็สรุปกันว่าจะออกไปหาของกินนอกบ้าน ช่วงที่รอให้ประสงค์เก็บร้านปิดร้านและอาบน้ำ...มงคลก็ถามกมลว่า
          “เฮีย เมื่อตอนบ่าย ๆ เรา ไป ศาลเจ้ามา...เจอสาวสวย...สวยมาก ๆ  เฮียรู้จักไหม” ด้วยไปเรียนหนังสืออยู่ในเมืองปากน้ำโพ ตั้งแต่จบประถมสี่ทำให้ มงคลนั้นดูสำอางผิดพี่ชายทั้งสามคนและที่สำคัญ เขาจะไม่แทน ตัวเองว่า ‘อั๊ว’ ว่า ‘ผม’ กับพี่ชาย...และพวกพี่ชายก็ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะกฏของบ้าน ที่แม่ตั้งไว้ คือพี่น้องห้ามพูดกัน กู-มึง เท่านั้น

          “ใคร” กมลที่นอนไขว่ห้างกระดิกเท้าฟังวิทยุอยู่ ถามเบาๆ

          “มากับอาม่าร้านสังฆภัณฑ์”

          “มีตั้งหลายร้าน” แค่บอกว่าคนสวยประจำร้านสังฆภัณฑ์ กมลก็รู้แล้วว่ามงคลหมายถึงใคร แต่เขาแสร้งไม่รู้

          “อาม่าป๋วยฮวยน่ะ”

          “อ๋อ...นึกว่าใคร”

          “สวยเนอะ”

          “สาวเหนือ เห็นว่ามาจากอุตรดิตถ์”

          “ถึงว่าผิวพรรณหน้าตาไม่เหมือนคนทางบ้านเรา”

          “จะบอกอะไรให้นะ เหมือนเฮียรองของแก ก็สีจะชอบเขา ๆ อยู่เหมือนกัน”

          “อะไรนะ”

          “ก็...อาม่าป๋วยฮวยเขาใส่บาตรทุกวัน คนของเราก็บวชพระบิณฑบาตทุกวัน เห็นกันทุกวัน...แต่เรื่องก็มาพลิกไปอย่างที่แกเพิ่งรู้ไปนั่นแหละ”

          “คนไม่ใช่เนื้อคู่กัน...ก็เลยไม่ได้กัน...” มงคลสรุปอย่างไม่ใส่ใจ...

          “เนื้อคู่ เขาอาจจะเป็นปลัดอำเภอก็ได้...วันก่อนที่โรงหนัง ปลัดที่เพิ่งย้ายมาใหม่ มองอีตาเป็นมันเลย...ถ้าให้เลือกระหว่างลูกเจ๊กขายของในตลาดกับตำแหน่งคุณนาย เขาก็คงเลือกอย่างหลัง แกว่าไหมล่ะ”

          “แต่ถ้าลูกเจ๊กตั้งใจจะจีบเขาให้ได้ มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากหรอกมั้ง”

*****************************************************


Logged
นักประพันธ์
นักประพันธ์
Hero Member
*****
Offline Offline

Posts: 3,963


« Reply #7 on: 29 February 2020, 18:24:42 »

ตอนที่ 8 : กรรม ในอดีตของนางย้อย


            ๘
 
         
          กว่า จะติดต่อสินค้าจากร้านค้าส่ง เรียบร้อย...กว่าจะคุยกันถึงเรื่องตึกที่กำลัง จะขึ้นใหม่จนได้ข้อสรุปก็บ่ายคล้อย นางย้อยรู้สึกที่ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ขออนุญาต ‘นางหลักฮวง’ คู่ สะใภ้ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านตึกแถว ไปยังห้องของลูกชายคนเล็ก เพื่อนอนพักผ่อน...เพราะตอนเย็นนั้น นางหลักฮวงภรรยาพี่ชายคนโตของ  เจ๊กเซ็งนั้น ชวนไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารไท่เฮงด้วยกันสักมื้อ นางย้อยกับเจ๊กเซ้งจึงต้องค้างที่ปากน้ำโพหนึ่งคืน    แทนไปค้างที่ทับกฤช เพื่อคุยเรื่องงานแต่งของลูกชายคนรอง ให้เสร็จสิ้น...

          พอเข้าห้องของลูกชายมาแล้ว นางย้อยก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ ...แล้วก็ส่ายหน้าเบา ๆ ...

          ในบรรดาลูกชายสี่คน มงคลไม่เอางานบ้านงานเรือน...เตียงก็ไม่ยอมเก็บ ผ้าผ่อนพับไม่เป็น ที่ใส่แล้วก็โยนไว้ไม่ตรงตะกร้า หนังสืออุปกรณ์การเรียน เครื่องดนตรี กีฬา ก็วางไม่เป็นระเบียบ...ผิดกับพวกพี่ ๆ ของเขา ถึงแม้ภาพรวมจะยังไม่ถูกใจนาง แต่ห้องหับเสื้อผ้าในห้องลูกชายทั้งสามคน ก็ยังวางเป็นระเบียบมากกว่าน้องคนเล็ก...

          นางย้อยนึกอยากมี ‘ลูกสาว’ เอาไว้ ‘เป็นเพื่อน’ เอาไว้ ‘ฝากผีฝากไข้’ อย่างนางแย้มผู้เป็นน้องสาว ซึ่งมีลูกสาวคนเล็กชื่อ ‘พะยอม’ พะยอมเป็นคนไม่มีปากไม่มีเสียง นางแย้มบอกให้ทำอะไรกับก็ทำ งานบ้านงานเรือน เรียบกริบ แต่งเนื้อตัวเรียบร้อย หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา...

          ‘ไม่มีลูกสาว แก่ตัวไป ก็พึ่งลูกสะใภ้เอา...มีลูกชายตั้งสี่คน มันต้องมีสักสะใภ้หรอก ที่ให้พึ่งให้พิงได้’ เสียงนางแย้มน้องสาว เมื่อครั้งกลับไปเยี่ยมบ้านที่หนองนมวัวยังแว่วอยู่ในหู...ตอนนั้นนางย้อย ถอนหายใจหนัก ๆ ...เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ‘สะใภ้’ อย่างไรก็ไม่ใช่ ‘ลูกสาว’

          คน จีนอาจจะไว้เนื้อเชื่อใจลูกสะใภ้ ถือว่าเป็นสมบัติอีกชิ้นในตระกูล โดยเฉพาะสะใภ้ใหญ่...จะใช้สอย สั่งสอน ทุบตี อย่างไรก็ได้ แต่สำหรับคนไทย ‘สะใภ้’ กับ ‘แม่ผัว’ เหมือนกับ ‘ขมิ้นกับปูน’...ไม่มีวันจะเข้ากันได้ง่าย ๆ

          สำหรับคนไทย บ้านที่มีลูกสะใภ้ดี ไม่แข็งขืน ไม่ปีนเกลียวกับแม่ผัวนั้น นับหลังคาเรือนได้...

          นางย้อยเองเป็นคนไทยแท้ ๆ แต่งเข้าบ้านคนจีน แม้จะรู้ธรรมเนียมว่า เป็นสะใภ้บ้านคนจีน มีปากก็ต้องทำเหมือนไม่มี แต่ด้วยคุ้นชินกับบ้านที่แม่เสียงดังฟังชัดกว่าพ่อ...คุ้นชินกับเรือนที่ ผู้หญิงเป็นใหญ่ยามเมื่ออยู่กันตามลำพังเฉพาะคนในเรือน...ใจของนางย้อยจะ เดือดพลั่ก ๆ ทุกครั้งที่เห็น นางลิ้มผู้เป็นอาม่าของเจ๊กเซ้ง และนางซกเพ้ง แม่ของเจ๊กเซ้ง ใช้สอยนางหลักฮวงสะใภ้ใหญ่ ชนิดหัวไม่ได้วาง หางไม่ได้เว้น ประหนึ่งว่าเป็นทาสในเรือน...

          นางย้อยเคยถามนางหลักฮวงว่า ‘อาซ้อทนได้อย่างไรกัน ทั้งเลี้ยงลูก ทั้งทำงานบ้าน ทั้งขายของ...ทั้งรับใช้คนทั้งบ้านอย่างกับขี้ข้า’

          ‘ใคร ๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้...’ นั่นคือคำตอบ...คำตอบที่ทำให้ นางย้อยรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับลูกสะใภ้

          หลังแต่งงานกับเจ๊กเซ้งแล้ว นางย้อยรู้สึกโล่งอกที่นางลิ้มบอกให้  เจ๊กเซ้งไปช่วยงานที่โรงสี และให้ตนเองนั้นไปอยู่ช่วยเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ที่ทับกฤช ถึงแม้จะเหนื่อยยากลำบากกายเพราะเป็นตำบลที่ไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตา ไม่มีของกินหรูหราเหมือนอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ที่นั่น นางกับเจ๊กเซ้งก็อยู่กันตามลำพัง...เหนื่อยจากงานหนัก นางก็เอนตัวลงนอน...พอมีแรงก็ลุกมาทำงานต่อ

          ช่วง ที่แพ้ท้องลูกคนแรก นางย้อยยังจำได้ดี...ว่าอาการแพ้ท้องของนางนั้นรุนแรงแค่ไหน...นางเวียนหัว ตลอดวัน กินข้าวไม่ได้ อาเจียนจนหมดเรี่ยวหมดแรง เป็นอยู่อย่างนั้นถึงสองเดือนเต็ม ๆ ...ตอนที่นอนหายใจ พะงาบ ๆ นั้นไม่มีใครมาต่อว่าต่อขานให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ...เหมือนตอนท้อง
ลูกคนที่สาม...

          นางยังจำแรงกดดัน แรงบีบคั้น ในคราวที่แพ้ทองกมลได้ดี...

          หลังจากที่นางคลอด ประสงค์แล้ว นางลิ้มก็ ‘บัญชา’ ให้ เจ๊กเซ้งหลานชายคนเล็ก พาเมียและลูกกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ซึ่งยังเป็นห้องแถวเรือนไม้ขนาดสี่ คูหา...ด้านหลังเรือนมีที่ว่างพอปลูกผักสวนครัวพอให้เก็บกินได้...ตอนนั้น นางลิ้มแม้อายุจะขึ้นต้นด้วยเลขแปด...ยังไม่ล้มป่วยเป็น ‘โรคอัมพาต’ ฤทธิ์เดชของนางลิ้มยังคงเต็มเปี่ยม

          ทุก ๆ วัน นอกจากจะต้องเลี้ยงลูกสองคน นางย้อยยังต้องคอยอยู่ปรนนิบัติ เป็นมือเป็นเท้าให้นางลิ้ม...ไม่ว่านางลิ้ม จะอยากได้อะไร อยากกินอะไร นางจะใช้ ‘ปาก’ สั่ง การ...ทำให้ช้า ทำไม่ถูกใจ ทำไม่ดี นางก็จะ เหน็บแนมให้เจ็บช้ำน้ำใจ...และพอหน้าของนางย้อยงอง้ำ...นางลิ้มก็จะพูดกระทบ กระเทียบแดกดันนางซกเพ็ง เรื่องที่นางย้อยเป็นคนไทยไม่รู้ธรรมเนียมจีนเสียทุกครั้งไป

          ‘อั๊ว ก็บอกแล้ว สั่งไว้แล้ว ว่าอย่าเอาผู้หญิงไทยมาทำสะใภ้อย่างเด็ดขาด ก็ไม่เชื่อฟังกัน คนไทยมันขี้เกียจสันหลังยาว รักสบาย งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้ ค้าขายก็ไม่เป็น พอสั่งสอนเข้าหน่อยก็หน้าเง้าหน้างอ หยิบจับอะไรให้ก็กระแทกกระทั้นไม่มีน้ำอดน้ำทนฯ’

          ก็จะไม่ให้กระแทกกระทั้นได้อย่างไรเล่า เพราะนางย้อยรู้ว่าตน ไม่เคยทำอะไรถูกใจนางลิ้มเลยสักอย่าง...

          ทำกับข้าว ทำขนม ตาม ‘สูตร’ ที่ นางลิ้มบอก นางลิ้มก็ว่า รสมือไม่มี ไม่อร่อย...จัดของเซ่นไหว้วางไว้หน้าตี่จู้เอี๊ยให้ก็ไม่พอตา...ซักผ้าให้ใส่ก็ว่าซักไม่เอี่ยม รีดผ้าไม่เรียบ ถ้วยจานชามก็ที่ล้างจนแวววาวก็ว่ายังมีกลิ่นคาว   ไหนจะหม้อไหอลูมิเนียมกระทะเหล็กที่ขัดเสียจนเกือบจะทะลุ... บ่อยครั้งที่นางลิ้มใช้นางย้อยให้เก็บของจากตู้มาล้างเช็ดทำความสะอาดแล้ว เก็บกลับไปใหม่

      ... มีอยู่ครั้งหนึ่งนางย้อยเผลอทำจานกระเบื้องของเก่าแก่ จากเมืองจีนหลุดมือตกแตก นางลิ้มตาเขียว ทุบตีและหยิกจนต้นแขนเขียวช้ำ...พอนางย้อยเดินหนีเอาตัวรอด เสียงด่าทอก็ไล่ตามหลัง...ครั้นพอเจ๊กเซ็งกลับมาเห็น นางลิ้มก็ชิงเล่าเรื่อง เอาดีใส่ตนเสียก่อน...

          นางย้อยรู้สึกว่านางกำลังถูกกลั่นแกล้ง...โขกสับให้ทนไม่ได้เพื่อจะได้หอบ ผ้ากลับบ้านไปในที่สุด...แต่นางก็สู้อดทน...เพราะความรัก เพราะความดีของเจ๊กเซ้ง และเพราะนางเป็นแม่ นางต้องทนเพื่ออนาคตของลูกสองคนที่เพิ่งลืมตาดูโลก...

          กระทั่งนางตั้งท้องลูกคนที่สาม...นางย้อยแพ้ท้องอย่างหนักเช่นเคย...แต่คราวนี้ นางกลับถูกนางลิ้มเหน็บแนมว่า ‘สำออย...เรียกร้องความสนใจ’

          คราวนั้นนางอยากกินทุเรียนเป็นอย่างมาก นางขอให้เจ๊กเซ้งซื้อมาให้... พอนางลิ้มเห็นทุเรียน ก็บอกว่า ‘เอาออกไปจากบ้าน อั๊วเดี๋ยวนี้เลย ลื้อก็รู้ว่า อั๊วเกลียดทุเรียน อั๊วได้กลิ่นทุเรียนไม่ได้...อั๊วเวียนหัว...ลื้อจะฆ่าอั๊วให้ตายทางอ้อม หรือไงอาเซ้ง...’

          เป็นอันว่า นางย้อยได้แต่นึกอยากกินอยู่อย่างนั้น เพราะนางลิ้ม สั่งไว้ว่า ‘คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ห้ามกินทุเรียนอย่างเด็ดขาดเพราะหายใจออกมากลิ่นมันออกมาด้วย...’

          แม้จะขอออกไปกินนอกบ้าน นางลิ้มยังไม่ยอม นั่นเป็นการทำร้ายจิตใจนางย้อยเป็นที่สุด...

          กระทั่งวันหนึ่ง ‘อาใช้’ กับ ‘อาตง’ ป่วยพร้อมกัน...นางย้อยต้องอยู่โยงเฝ้าไข้คอยเช็ดตัวลูกทั้งวันทั้งคืน... เพราะเจ๊กเซ้งไปกับเรือสินค้า...นางย้อยเคลิ้มหลับไปเมื่อรุ่งสาง...เสียง ประตูห้องนอนก็ดังกระชั้นพร้อมเสียงด่าว่า ขี้เกียจสันหลังยาว อ้างลูกป่วย จะหนีงาน นางลิ้มบอกว่านางย้อยฉลาด แต่นางลิ้มก็รู้ทัน...นางย้อยกัดฟันฝืนความง่วง ฝืนอาการที่คล้ายจะเป็นไข้ ลุกขึ้นมาหุงข้าว ซักผ้า และทำความสะอาดบ้านด้วยใจที่เต็มไปด้วยความแค้น...ใจของนางย้อยในเวลานั้น เหมือนเตาเผาถ่านที่มีความร้อนระอุ รอวันระเบิด...นางสาปแช่งให้นางลิ้มตายวัน ตายพรุ่ง นางอยากเอายาพิษให้นางลิ้มกิน อยากผลักให้ตกบันได อยากเอาหมอนกดหน้าปิดจมูกตอนที่นางลิ้มหลับแล้ว นางย้อยก็ยังต้องนวดเฟ้นให้...

          และในที่สุด...หลังจากนางย้อยคลอดกมลได้เพียงสองเดือน นางลิ้มก็ล้มป่วยเป็นอัมพาต ช่วงนั้นนางย้อยรู้สึกสาแก่ใจ สะใจที่ ‘อีแก่พูดมาก ปากดี พูดไม่ได้’ แต่ว่านางย้อยก็เหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องดูแลลูกเล็ก สองคน ลูกอ่อนหนึ่งคนและคนป่วยที่ต้องเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว เช็ดตัว อาบน้ำ ป้อนน้ำ ป้อนข้าวอีกหนึ่งคน และเป็นคนที่นางย้อยเกลียดชังเสียด้วย...

          ทางเดียวที่จะทำให้ภาระหมดไป...นั่นก็คือ ทำให้นางลิ้มตายไปเสียโดยไว เพื่อความทุกข์ยากของตนจะได้หมดไปเสีย

 
          นางย้อยนึกถึงครั้งที่ตัวเองตัดสินใจใช้มือ ‘บีบจมูก’ ของนางลิ้มให้ ‘สิ้นลม’ พ้น ทุกขเวทนา พ้นจากเวรกรรมที่นางย้อยก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางลิ้มทำมาแต่ชาติปางไหนแล้ว เหงื่อกาฬแตกจนต้องลุกจากที่นอนมายืนเกาะขอบหน้าต่าง...เหม่อมองออกไปข้าง นอก...

          เวรกรรมที่เผลอไผลทำลงไปนั้น นางย้อยไม่รู้ว่ามันจะหวนกลับมาหาตนเมื่อไหร่...

          แต่กุศลผลบุญจากการที่นางบวชลูกชายถึงสองคนและตั้งใจจะบวชอีกสองคน ก็น่าจะทำให้กรรมนั้นบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง...

          ถ้าย้อนกลับไปได้ นางจะ ‘อดทน’ ให้นางลิ้มค่อย ๆ เหี่ยวเฉาและสิ้นลมปราณไปตามเวลาของมัน นางจะไม่ไปตัดกรรมของเขา และสร้างกรรมใหม่ขึ้นมาเสียเอง... และกรรมประเภทลูกสะใภ้ฆ่าแม่ผัวนี้ นางย้อยรู้สึกว่า มันกำลังงวดเข้ามาหาตัวทุกขณะ...แต่นางจะต้องเฟ้นปัญญาหนีกรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อนี้ให้จงได้...

         
          เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่นางย้อยนั่งอยู่ในขบวนรถไฟ...ช่วงที่รถไฟถึงบึงบอระเพ็ด แม่ค้าขายฝักบัวที่เดินเร่ขายไปตามโบกี้ ก็มาหยุดคุยกับหญิงวัยกลางคนสองคน ที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม...

          “ได้ข่าวว่าพี่เรไรตายเสียแล้ว” นางแม่ค้าเกริ่นแบบนั้น

          “อืม ตายตั้งแต่เมื่อวานตอนย่ำค่ำ”

          “เมื่อคืนก็ยังไม่ทันได้สวดกันละซิ”

          “ยัง...ฉุกละหุก สวดคืนนี้แหละ นี่ก็จะต้องกลับมาให้ทันฟังพระสวด...เขาเอาศพตั้งไว้ที่บ้าน สามวันแล้วเผา”

          “ทำไมถึงตั้งนานนักละเหว...เงินทองก็ไม่ค่อยจะมีกันไม่ใช่รึ”

          “ลูกเขาเป็นสิบ ๆ คน...ก็คงช่วยกันคนละเล็กละน้อย...เหลือแค่ศพแม่ศพเดียวก็คงต้องเต็มที่ หน่อย”

          “อีคนที่ไปอยู่ตาคลี คงจะมีท่ากว่าใครเขาหรอกมั้ง”

          “อีเรณูนะเหรอ”

          ตอนแรกนางย้อยไม่สนใจฟัง แต่พอได้ยินคำว่า ‘อีเรณู’ สายตาที่มองไปนอกหน้าต่างก็เหลือบกลับมาดูคนกลุ่มนั้นแล้วก็เหลือบกลับไปมอง ข้างนอก ฟังความต่อไป เพราะคนชื่อ ‘เรณู’ นั้น คงไม่บังเอิญมาชื่อพ้องกับ อีเรณูคนที่เพิ่งเหยียบย่างเข้ามาที่บ้านของนางหรอก...ส่วนเจ๊กเซ็งนั้นพอ รถไฟเคลื่อนจากสถานีปากน้ำโพ แกก็ผ็อยหลับไปเสียแล้ว

          “อีคนนี้ มีท่ากว่าพี่ ๆ น้อง ๆ มันหน่อย ก็อย่างว่าหากินอยู่กับฝรั่ง... เห็นเขาว่ากันว่า พอมันมาถึง ไม่เท่าไหร่ พี่เรไรก็ขาดใจตาย”

          “อพิโถ-อพิถัง...คงรอกัน” นางแม่ค้าดูจะไม่เดินต่อไปข้างหน้าเสียแล้ว

          “ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ เห็นว่ามาเป็นคนสุดท้าย...นึกแล้วก็สงสารแก ไม่รู้โรคเวรโรคกรรมอะไร...บ้างก็ว่า แกทุบหัวปลาไว้เยอะ...บ้างก็ว่าแกเคยฆ่าเต่า...หักแข้งหักขาปู”

          “ใครมันก็ทำกันทั้งนั้น...มัวแต่กลัวเวรกลัวกรรม พอดีเห็นจะอดตายกันหมด” คนที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยออกมาบ้าง

          “แล้วแกเป็นไง ขายของบนรถไฟ ขายดีไหม”

          “ก็พอได้  เอ้อ ...แล้ว ลูกอีเรณูละ กี่ขวบแล้ว” นางแม่ค้าไม่ยอมคุยเรื่องของตน

          “เข้าป.๑ แล้ว”

          “พี่เรไรมาตายไปแบบนี้ มันจะอยู่กับใครเขาได้...รึแม่มันจะเอาไปเลี้ยงซะเอง”

          “คงไม่หรอก...ใครจะเอาลูกไปรู้ไปเห็นเรื่องบัดสีในบาร์ละ ใช่ไหม แต่เห็นสะใภ้ฉันมันว่า ไอ้ป๊อกน่ะ ตั้งแต่มันเข้าป. ๑ มันก็ไปเป็นเด็กวัด อาศัยข้าวก้นบาตร เพื่อเรียนหนังสือซะก่อนแล้ว”

          “ถ้าอย่างนั้นอีเรณูมันก็คงให้อยู่วัดต่อไป...นั่นแหละ” พอนางแม่ค้าสรุป รถไฟก็ถึงสถานีทับกฤชพอดี...นางย้อยหันไปปลุกเจ๊กเซ้งเพราะต้องลงที่สถานี นี้ เพื่อรีบไปคุยเรื่องงานแต่งลูกชายคนรองกับพิไลให้เสร็จสิ้น...หลังจากนั้น ตอนบ่ายจะได้นั่งรถไฟกลับชุมแสง... ส่วนเรื่องของอีเรณูนั้น เสร็จงานศพแม่ของมัน...คงได้เห็นดีกัน...เพราะถ้ายังเก็บเอาไว้ในบ้าน รู้ไปถึงไหนก็คงอายไปถึงนั่น...ทั้งมีผัวมีลูกมาแล้ว ทั้งเคยทำงานในบาร์ และหน้าอย่างนั้น   คงต้องมีเรื่องบัดสีปิดบังไว้อีกไม่น้อยแน่

          พอ จะถึงสถานีทับกฤช เจ๊กเซ้งลุกขึ้นแล้วเดินนำนางย้อยมาที่ประตู...ช่วงที่รถไฟ ชะลอความเร็วเพื่อหยุดที่สถานี เจ๊กเซ้งก็ยืนคาบันไดขั้นแรกแล้ว พอเสียงห้ามล้อดังขึ้นพร้อมกับรถหยุด...ขณะที่เจ๊กเซ้งจะก้าวขาลง แรงดันจากข้างหลัง ก็ทำให้แกกับนางย้อยเสียหลักล้มลงไปข้างล่าง หน้าคะมำ ร่างเกยทับกัน และพอนางย้อยลุกขึ้นได้ นางก็หันไปทางประตูรถ ซึ่งคนนับสิบที่ต่อคิวจะลงจากรถไฟ ต่างส่ายหน้ากันดิก...

          “ใคร ๆ มันถีบกู” นางย้อยตะเบ็งเสียงถามกลับไป...

          “ฉันเปล่านะ”

          “ข้าก็เปล่า” มีเสียงปฏิเสธตอบกลับมา...แล้วทั้งหมดก็กรูกันลงจากรถ ทิ้งนางย้อยมองไปบนรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใจนั้นเดือดดาลเป็นอย่างมาก...

          “ลื้อเสียหลักหรือเปล่า” เจ๊กเซ้งยังมองโลกในแง่ดี

          “เสียที่ไหน มันมีคนถีบ” ว่าแล้วนางย้อยก็รีบเดินขึ้นไปบนตู้ขบวนอีกครั้ง...กวาดตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่คนแปลกหน้าที่ต่างมองสบตา นางย้อยแล้วยิ้มแหย ๆ ...

          “มีใครเห็นบ้าง ว่าใครมันถีบฉัน”

          บางคนส่ายหน้า บางคนก็หันไปมองข้างนอก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้...

          สุดท้ายนางย้อยก็บอกว่า “ใครบอกได้ ว่าใครมันถีบฉัน ฉันจะให้เงินสิบบาท”

          “ฉันเห็น” มีคนรีบยกมือในทันที...

          “ใคร บอกมาเร็ว ใครมันถีบฉัน”

          “ผู้หญิงใส่เสื้อสีแดง เดินไปตู้โน่นแล้ว...มันเดินไปทางตู้ท้ายขบวน”

          นางย้อยจะตามไปดู แต่ว่าเจ๊กเซ้งรีบมาดึงไว้...

          “ไม่เอาน่าอาย้อย เราไม่ได้เป็นอะไรมาก ไป ๆ อย่าเสียเวลาเลย”

          “แต่มันจะฆ่าเรานะ ถ้ารถยังวิ่งอยู่ เราไม่ตกลงไปคอหักตายรึ...ฉันจะแจ้งตำรวจรถไฟจับมัน”

          “รถไฟจะออกแล้ว จับมันไม่ได้หรอก...เร็ว ๆ ลง ๆ”

          ตอน นั้นเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น...นางคนที่บอกว่าใครเป็นคนทำ รีบกรากเข้ามาหาพร้อมกับบอกว่า  “แล้วเงินสิบบาทของฉันละ”

          นางย้อยนั้นเป็นคนจริง...พอถูกทวง นางก็รีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบแบงก์สิบส่ง ไปให้...เงินหลุดมือนางย้อยไปแล้ว เจ๊กเซ้งก็รีบรั้งนางย้อยลงจากรถ
เมื่อ ตั้งหลักได้แล้ว นางย้อยก็ยังยืนนิ่ง มองกราดไปยังตู้ขบวนที่ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าไป...กระทั่งถึงตู้สุดท้าย นางคนเสื้อแดง ก็โผล่หน้าต่างมาพร้อมแลบลิ้น ถลึงตายิ้มเยาะให้...

          “อี...อีอ่อน อีแตงอ่อน” กว่าที่นางย้อยจะนึกชื่อออกก็กินเวลาไปอึดใจ ยังไม่ทันที่นางย้อยจะด่าทอระบายอารมณ์ นางแตงอ่อนที่อยู่บนตู้รถโดยสารก็แผดเสียง ดังกังวานว่า...

          “คนอย่างพวกมึง กูขอสาปแช่งให้ไม่ได้ตายดี...อีย้อย ไอ้เซ้ง มึงจำคำของกูไว้”



 
          เมื่อวาน...พอเห็นเรณูกับวรรณาเดินมาด้วยกัน ป๊อกที่ปีนต้นมะขามใหญ่ดูต้นทางก็รีบลงจากต้นไม้ แล้ววิ่งหน้าตั้งจนจุกผมที่รวบตึงไว้ด้านหน้าหลุดลุ่ย...ป๊อกเรียกเรณูว่า ‘พี่เรณู’ เช่นเดียวกับที่เรียก ‘พี่วรรณา’...และเรียกนางเรไรว่า ‘แม่’

          เรณูอยากจะทรุดเข่าลงแล้วสวมกอดป๊อกให้สมกับที่คิดถึง แต่หญิงสาวก็ทำได้เพียงมองแล้วยิ้ม เพราะป๊อก วิ่งไปกอดขาของวรรณาที่คุ้นเคยกันมากกว่าตนแทน...

          “พี่ณา ทำไมถึงมากันช้าจัง เมื่อวานตอนเย็น หนูปีนต้นไม้รอดูอยู่จนค่ำ”

          “แม่อาการเป็นอย่างไรบ้าง”

          “เหมือนเดิม...ไป พี่รีบไปเถอะ” ว่าแล้วป๊อกก็จูงมือวรรณาให้เดินกลับบ้านโดยไม่ได้สนใจเรณูสักนิด...เรณูมอง ตามไป แล้วถอนหายใจหนัก ๆ เฝ้าแต่หวังว่าเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็จะรู้เองว่า เรื่องทั้งหมดมีความเป็นมาอย่างไร

          พอสองพี่น้องถึงบ้าน...ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านที่นั่งออกันอยู่ที่ใต้ถุน ก็บอกว่า “เร็ว อีณู อีณา รีบขึ้นไปดูแม่มึง”

          พอโผล่เข้าไปในเรือน ก็เห็นพี่สาว พี่ชาย น้องชาย ลูกเขยและลูกสะใภ้ของแม่ รวมถึงหลาน ๆ นั่งล้อมวงดูอาการของแม่ บ้างก็มีน้ำตาคลอลูกนัยน์ตา เรณูยกมือไหว้กราด แล้วก็คลานเข่าเข้าไปหา...

          “แม่ แม่ อีเรณูมันกลับมาแล้ว” นางสายทองพี่สาวใหญ่นั่งอยู่ตรงหัวนอน ก้มลงกระซิบบอก...

          เรณูกวาดตามองสภาพ ของแม่ซึ่งไม่ได้เห็นกันเกือบครึ่งปีแล้ว รู้สึกแน่นไปทั่วหน้าอก...แม่ผอมลงไปจนผิดตา...วรรณาบอกกับเรณูระหว่าง&#